by Carzanova Team Nat
Hits: 291

รีวิวทดสอบ...Nissan Leaf เจนฯ2 แบบระเอียดยิบ กับการใช้งานจริง1 วัน!!

นิสสัน ลีฟปี 2018เจนเนอเรชั่นที่ 2 มาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ที่มาพร้อมระบบควบคุมทำงานเชื่อมต่อกับเซนเซอร์วัดองศาการเลี้ยวของพวงมาลัย และระบบกันสะเทือนแบบ Torsion Barที่มีอัตราการยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น 10%บวกชุดยางซับแรงกระแทกที่ใช้วัสดุยูรีเทนสำหรับระบบกันสะเทือนหลังได้ถูกแทนที่ด้วยวัสดุใหม่ที่ผลิตจากยางที่ช่วยลดแรงกระแทก และยังมาพร้อมเทคโนโลยีควบคุมการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) เพื่อช่วยให้มอเตอร์ไฟฟ้ามีการทำงานที่แม่นยำมากขึ้นไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก เราจะมารีวิวรถรุ่นนี้กันเลยนะครับ!!

 

นิสสัน ลีฟ (เจนเนอเรชั่นที่ 2)

หากมองจากตัวรถภายนอกนิสสัน ลีฟถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามภายใต้คอนเซป "Cool Tech Attitude" ที่อาศัยแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ IDS Conceptสะท้อนความเป็นยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต เน้นการออกแบบเส้นสายที่เรียบง่ายที่ดูสะอาดตา แต่แอบดุดันนิดๆและมีความโฉบเฉี่ยวของการเล่นแสงเงา ตัวรถใช้สีทูโทนที่ตอบรับตามกระแสร์ความนิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน ตัวถังสีขาว Brilliant White Pearl และหลังคาสีดำ Super Blackกระจังหน้ารถแบบ V-Motionเสริมลวดลายตาข่ายสีน้ำเงินสว่างแบบสามมิติไฟหน้าโปรเจ็คเตอร์คู่สีขาวรูปทรง “บูมเมอแรง” รองรับการทำงานทั้งไฟต่ำและสูง ช่วยสร้างความรู้สึกทันสมัย เพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นจากระยะไกล และระยะการส่องสว่างที่ครอบคลุมมากขึ้น สามารถตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของดีไซน์ และการใช้งานจริงชุดไฟท้ายโดดเด่นด้วยรูปทรงลูกศรชี้ขนาบข้างตัวรถ สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งด้านข้างและด้านหลัง สปอยเลอร์ท้ายให้เป็นส่วนหนึ่งของลวดลายกระจกทำให้นิสสัน ลีฟ มีความสปอร์ตและสะดุดตามากยิ่งขึ้น

 

ด้านฝากระโปรงหน้าที่ลาดต่ำผสมผสานอย่างลงตัวกับกระจกด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงหลังคา ทำให้เกิดเส้นเงาที่โฉบเฉี่ยวและทำให้การระบายของอากาศดีขึ้นการออกแบบใต้ท้องรถ และกันชนท้ายมีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ช่วยทำให้ลดแรงต้านอากาศ ไม่ทำให้รถยกเวลาวิ่งด้วยความเร็วสูง รู้สึกมั่นคงตามหลักแอโรไดนามิกส์กันชนหลังที่เป็นแนวโค้ง และการออกแบบล้อตามหลักอากาศพลศาสตร์  ทำให้นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศ (Drag Coefficient) เพียง 0.28 เท่านั้นซึ่งดีไซน์โดยรวมถือว่าทำได้ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว

 

มาที่การออกแบบในส่วนของช่องเสียบสายชาร์จไฟบริเวณด้านหน้ารถได้รับการออกแบบใหม่เพื่อให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น เจ้าของรถสามารถเสียบสายชาร์จโดยไม่ต้องก้มตัวลงมาต่ำให้เมื่อยหลังเหมือนในรุ่นก่อน เพราะในเจนฯ2 นี้ ได้รับการออกแบบมาตามหลักสรีรศาสตร์ที่ระดับ 45 องศา ซึ่งหากเจ้าของรถมีระดับความสูงต่างกัน ก็สามารถเสียบสายชาร์จไฟได้อย่างสะดวกสบายได้เช่นเดียวกัน

 

ภายในห้องโดยสารนิสสัน ลีฟถูกออกแบบให้มีความสะอาดตา โดยการใช้สีดำล้วน ทำให้บรรยากาศภายในรถดูเรียบหรู มีการใช้ลูกเล่นด้วยแทบสีอ่อนที่เบาะนั่ง และการเดินตะเข็บสีฟ้าทั้งบริเวณตัวเบาะที่นั่ง ด้านข้างประตู ที่วางแขน และพวงมาลัย บ่งบอกความเป็นอัตลักษณ์ของยานยนต์ไฟฟ้ายกระดับความสง่างาม แผงคอนโซลกลาง แผงหน้าปัดส่วนล่างและพวงมาลัย ใช้โทนสีเทาอ่อน ทำให้บรรยากาศโดยรวมดูปลอดโปร่งและลงตัวในส่วนของแสงไฟภายในรถ

 

ภายในห้องโดยสาร

นิสสันลีฟได้ใช้หลักการดีไซน์แบบ์ NissanGliding Wingที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็น ตำแหน่งของอุปกรณ์ภายในรถได้อย่างชัดเจน โดยระดับแสงจะมีความเหมาะสมและไม่รบกวนสมาธิของผู้ขับขี่การใช้โทนสีน้ำเงินที่ปุ่มสตาร์ต และตำแหน่งคันเกียร์ที่ให้ความรู้สึกถึงความไฮเทค ล้ำสมัยที่จอหน้าปัทม์มีการผสมผสานระหว่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกกับหน้าจอแสดงผลแบบ Multi-Information หน้าจอสีแบบ Thin-Film Transistor (TFT) ขนาด 7 นิ้ว บอกปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้ตามการกำหนดค่ามาตรฐาน โดยคนขับสามารถเลือกแสดงข้อมูลตามที่ต้องการ รวมทั้งแสดงให้เห็นการทำงานของเทคโนโลยี Safety Shield ระดับการชาร์จไฟของรถ และพลังงานที่เหลืออยู่ มีอยู่อย่างหนึ่งที่น่าเสียดาย และดูสวนทางกับเทคโนโลยีของรถรุ่นนี้ คือการใช้หน้าจอแสดงผลแบบ Flush-Surface ที่ไม่มีระบบ Touchscreen มาให้เหมือนรถรุ่นใหม่ๆ และต้องใช้ความพยายามกันหน่อยที่จะเอื้อมไปกดปุ่มเพื่อใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ

 

จอแสดงผลแบบ Multi-Information

และหากใครที่หวังว่าจะมีระบบ Navigatiorนำทางมาให้ด้วย ต้องขอบอกเลยว่ารุ่นนี้ไม่มีมาให้ (แอบเสียใจแป๊บ)เสียงภายในห้องโดยสารของนิสสัน ลีฟ ยังคงความเงียบได้ดี ด้วยรูปทรงของรถที่ออกแบบมาให้ลดแรงเสียทานตามหลักอากาศพลศาสตร์ บวกกับการป้องกันเสียงรบกวนบนโมดูลส่งต่อพลังงาน (PDM) รวมถึงการลดเสียงรบกวนจากตัวมอเตอร์ไฟฟ้า แม้ว่าจะส่งแรงบิดและมีกำลังมากกว่าเดิมคอนโซลด้านหน้าได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดที่รองแก้วแบบคู่จัดวางตามแนวยาวที่นั่งระหว่างผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้าทำให้มีพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นที่ฐานของคอนโซลกลาง ซึ่งเหมาะสำหรับการวางสมาร์ทโฟนหรือกระเป๋าสตางค์รวมทั้งการใช้งานสวิตช์ไฟฟ้าช่องจ่ายไฟ12 โวลต์และพอร์ตยูเอสบีที่สามารถเสียบสายได้สะดวกง่ายดายมากขึ้นเครื่องปรับอากาศและระบบทำความร้อน ได้รับการติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรถแม้จะไม่ได้ใช้ก็ตาม

 

มาที่เรื่องของแบตเตอรี่ที่เชื่อว่าหลายคนสนใจ แม้ว่านิสสัน ลีฟความจุพลังงานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิมแต่ขนาดของแบตเตอรี่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อน ดังนั้นห้องโดยสารจึงสามารถรองรับผู้โดยสาร 5 คนได้อย่างสบายนอกจากนี้พื้นที่วางสัมภาระด้านหลังได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่มากขึ้น โดยมีความจุ 435 ลิตร พื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีการเอาส่วนนูนออกมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นเพิ่มความสะดวกสบายและการใช้งาน พื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านหลังสามารถเก็บกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้ถึง 2 ใบ ให้ออกเดินทางไกลไปต่างจังหวัดได้อย่างสบาย

 

มาที่เรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ นิสสัน ลีฟ มาพร้อมนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี ที่มีระบบการทำงานอัจฉริยะที่โดดเด่น 3 ส่วน ได้แก่ เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power),เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Driving) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะ(Intelligent Integration)

 

เทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Intelligent Power) เริ่มกันที่หัวใจหลักของเทคโนโลยีพลังการขับเคลื่อนอัจฉริยะในนิสสัน ลีฟ คือระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (e-powertrain) ซึ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ทำให้มีแรงบิดและพละกำลังที่สูงขึ้น ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่มอบสมรรถนะที่ต่อเนื่อง และเร้าใจด้วยการส่งกำลังที่ 150 แรงม้า มากกว่าลีฟ รุ่นก่อนหน้าถึง 38% มีแรงบิดเพิ่มขึ้น 26% เป็น 320 นิวตัน-เมตร ส่งผลให้มีอัตราเร่งที่ดีมาก แต่ไม่ถึงกับหลังติดเบาะ ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 7.9 วินาที ซึ่งทีมงานขอบอกเลยว่าประทับใจมากกับการตอบสนองที่ทันท่วงที ได้รับความสนุกสนานในการขับขี่ไม่แพ้รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน ด้วยชุดแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดใหม่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ให้ระยะทางขับขี่ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลือง NEDC (New European Driving Cycle) ที่ 311 กิโลเมตรแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนาและออกแบบให้มีความจุพลังงานที่ดีขึ้น ในขณะที่ยังมีขนาดเท่าเดิมโดยการปรับปรุงใหม่นี้ เกิดขึ้นภายในโครงสร้างแต่ละเซลล์ในแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดอัดซ้อน (Laminated Lithium-Ion Battery) ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนถือเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการทางวิศวกรรมที่สำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชุดนี้คือการเพิ่มประสิทธิภาพวัสดุขั้วไฟฟ้า พร้อมการปรับปรุงเคมีใหม่ ทำให้มีความหนาแน่นของพลังงานสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มความทนทานของแบตเตอรี่ทั้งในขณะชาร์จและคลายประจุไฟ

 

ซึ่งจากการได้ทดลองขับใช้งานในเมืองแบบ 1 วัน กลางวันยันกลางคืน โดยเราเริ่มเดินทางกันช่วงบ่ายๆ จากแถวพระราม 9 วิ่งวนในเมือง ก่อนออกนอกเมืองไปนครไชยศรี แล้ววกกลับเข้ากรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ มาที่พระราม 9 เป็นอันสิ้นสุดเส้นทาง ซึ่งเราใช้ระยะทางรวมๆ ประมาณ 200 กิโลเมตร คำถามคือเราอยากรู้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่เราชาร์จกันแบบเต็มๆ ก่อนการทดลองขับมันจะเพียงพอกับการใช้งานจริงๆหรือไม่!! เพราะครั้งนี้เราจะไม่ขับกันแบบประหยัดพลังงานอะไร อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถก็ใช้กันแบบเต็มที่ ทั้งเครื่องเสียง รวมถึงระบบส่องสว่าง แถมยังเสียบชาร์จไฟโทรศัพท์กันในรถอีกต่างๆ ส่วนเรื่องระบบทำความเย็น ก็เปิดกันแบบให้หนาวกันไปเลย ลองให้รู้ว่าหากเอามาใช้งานจริง มันจะเวิร์คขนาดไหน?? ซึ่งเจ้านิสสัน ลีฟ ตัวนี้ ก็ตอบโจทย์ที่เราตั้งคำถามก่อนหน้านี้ว่ามันจะใช้งานได้จริงเหรอ หากเราขับเต็มวันแบบใช้งานจริง โดยคำตอบที่ได้คือ มันทำได้จริงๆ ครับซึ่งหลังจากที่กลับมาถึงเรามองจอแสดงผลวัดพลังงานไฟฟ้าที่เหลือในแบตเตอรี่ ยังแจ้งเราว่าเหลืออยู่อีก 36% เรียกว่ายังเหลือๆ เพียงพอกับการใช้งานได้จริง

 

อินโฟกราฟิกแสดง การชาร์จไฟฟ้า ทั้ง สามวิธีหลัก พร้อมเปรียบเทียบระยะเวลาในการชาร์จ

มาที่อีกหนึ่งไฮไลท์ กับระบบ e-Pedalซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ขับขี่ในการออกตัว เร่งความเร็ว ชะลอความเร็ว และหยุดรถด้วยการใช้แป้นคันเร่งอย่างเดียว โดยไม่ต้องใช้แป้นเบรก เพียงกดปุ่มเล็กๆ ข้างๆ คันเกียร์ ก็สามารถควบคุมรถให้เดินหน้า ชะลอ หยุดนิ่ง ได้ด้วยแป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งจากการทดลองใช้งานจริงแล้ว ก็ช่วยให้ขับรถได้สะดวกบาย ง่ายดีครับ

 

นอกจากนี้ลีฟ ใหม่ ยังติดตั้งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยขั้นสูง ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning: FCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉิน (Forward Emergency Braking: FEB) กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor: IAVM) พร้อมเทคโนโลยีเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน (Moving Object Detection: MOD)  เทคโนโลยีช่วยควบคุมเสถียรภาพขณะเข้าโค้ง (Active Trace Control: ATC) และเทคโนโลยีช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Alert: DAA)

 

สำหรับ นิสสัน ลีฟเปิดราคาจำหน่ายที่ 1.99 ล้านบาท อาจจะดูสูงไป แต่ก็แลกกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ด้านการรับประกันมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถยนต์เป็นเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเป็นเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และรับประกันการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่เป็นเวลา 8 ปีหรือ 160,000 กิโลเมตร โดยในปัจจุบันมีศูนย์บริการของผู้จำหน่ายฯ ของนิสสัน ที่ผ่านการรับรองจำนวน 32 แห่งทั่วประเทศ

 

ข้อมูลจำเพาะของนิสสัน ลีฟ ใหม่ (รุ่นวางจำหน่ายในประเทศไทย)

 

ภายนอก

 

ความยาวของตัวรถ (มม.)

4,480

ความกว้างของตัวรถ (มม.)

1,790

ความสูงของตัวรถ (มม.)

1,540

ฐานล้อ (มม.)

2,700

ความกว้างระหว่างล้อ คู่หน้า/คู่หลัง (มม.)

1,530/1,545

ความสูงจากพื้นรถ (มม.)

150

สัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ

0.28

ยางรถยนต์

215/50R17 91V

พื้นที่เก็บสัมภาระ

435 ลิตร

 

น้ำหนัก / ความจุ

 

ความจุ

5 ที่นั่งผู้โดยสาร

น้ำหนักสุทธิของรถ

1,523 กิโลกรัม

 

แบตเตอรี่

 

ประเภท

แบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน

ความจุ

40 กิโลวัตต์ชั่วโมง

     

 

 

มอเตอร์ไฟฟ้า

 

ชื่อรุ่น

EM57

กำลังขับสูงสุด

110 kW (150 ps)/3283~9795 rpm

แรงบิดสูงสุด

320 N・m (32.6 kgf・m)/0~3283 rpm

 

สมรรถนะ

 

ระยะทางที่สามารถขับขี่ได้

311 กิโลเมตร (NEDC mode)

การชาร์จแบบปกติ (เวลาในการชาร์จ)

12 hours (3.6 kW) ชั่วโมง
6 hours (6.6 kW) ชั่วโมง

การชาร์จแบบเร็วจากระดับแจ้งเตือนถึง 80%

40 นาที

 

เรื่อง: ศรานนท์ รัชชุศานติ