by Carzanova Team Nat
Hits: 295

รีวิว!! ยางรถยนต์ MICHELIN ENERGY MX2+เหนือกว่าด้วยอายุการใช้งาน

มิชลิน เปิดตัวผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ Michelin Energy MX2+” ที่ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งในรถยนต์ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และ Eco Car โดยแก้มยางมีสัญลักษณ์เครื่องหมาย+ซึ่งหมายถึงการเพิ่มสูตรเนื้อยางใหม่ ทำให้ยางรุ่นนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายางรุ่นก่อนหน้าด้วยคุณสมบัติ Performance Made to Last ทำให้ยางมีสมรรถนะที่คงทน และสามารถคงประสิทธิภาพที่ดี ตั้งแต่วันที่เปลี่ยนยางใหม่ จนถึงวันที่ต้องเปลี่ยนยางครั้งต่อไป ซึ่งมีจุดเด่น 3 ประการ ที่ทำให้ยางรุ่นนี้เหนือกว่ายางรุ่นเดิม และยางยี่ห้ออื่นทั่วไป

จุดเด่นประการแรกของยางรุ่นนี้ คือการนำเทคโนโลยีส่วนผสมของสาร Full-Silica Compound สูตรใหม่ล่าสุดมาใช้ทำให้โมเลกุลของเนื้อยางมีความแข็งแรง ทนทาน ฉีกขาดได้ยาก และมีความยืดหยุ่นสูงสามารถปรับสภาพและยึดเกาะบนพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบได้อย่างเต็มที่ทั้งสามารถช่วยลดระยะในการเบรกให้สั้นลงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

จุดเด่นประการที่สองคือการดีไซน์ร่องรีดน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น (Optimum Void Ratio Proven Hydroplaning Reduction) ช่วยให้เพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนถนนที่เปียกชุ่มได้ดีขึ้นกว่าเดิมเพราะน้ำที่เปียกชุ่มอยู่บนพื้นถนน จะถูกระบายผ่านร่องรีดน้ำไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หน้ายางได้มีเวลาสัมผัสกับพื้นผิวของถนนได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดการยึดเกาะกับพื้นถนนได้ดีกว่าอย่างรุ่นอื่นๆ

จุดเด่นประการที่สามคือโครงสร้างที่ถูกพัฒนา และปรับรุงใหม่ของยางมีความแข็งแรงและทนทานต่อแรงกระแทกมากขึ้นแต่ไม่แข็งกระด้างเมื่อวิ่งไปบนถนนที่เป็นหลุมบ่อ สามารถกระจายแรงสั่นสะเทือนได้อย่างสม่ำเสมอทั้ง 4 ล้อยิ่งไปกว่านั้นทางมิชลินได้ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มแถบเนื้อยางเสริมระหว่างบล็อกดอกยาง(Alternating Bridging)ที่ช่วยลดการล้มตัวของบล็อกดอกยาง ทำให้ดอกยางสึกหรอได้ยาก มีความแข็งแรงมีอายุการใช้งานที่ยาวนานสามารถลดเสียงที่เกิดจากการบีบอัดอากาศภายในช่องว่างของบล็อกดอกยางขณที่รถวิ่ง และยังช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่ายางมิชลินรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่ายางรถยนต์ทั่วไปทางมิชลินจึงจัดการทดสอบประสิทธิภาพยางEnergy MX2+โดยครั้งนี้มีความพิเศษกว่าการทดสอบยางยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งทางมิชลิน ได้เน้นการโชว์สมรรถนะของยางตัวนี้ที่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า แม้กระทั่งดอกยางใกล้จะหมด โดยรูปแบบการทดสอบ แบ่งออกเป็นสถานีต่างๆ

 

Michelin Energy MX2+

เริ่มที่ สถานีเบรกฉุกเฉิน ที่ให้รถทดสอบใส่ยาง Energy MX2+ ในสภาพที่ดอกยางใกล้หมด โดยให้ขับมาที่ความเร็วที่80 กิโลเมตร/ชั่วโมงและทำการเบรกฉุกเฉินจนรถหยุดนิ่งบนพื้นที่เปียกเพื่อวัดระยะเบรกเฉลี่ยว่าอยู่ที่เท่าไหร่จากทั้งหมด3 ครั้ง เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับยางรถยนต์ยี่ห้ออื่นที่ดอกยางใกล้หมดแล้วเช่นกัน โดยทำการวัดระยะด้วยเครื่อง V-Box เครื่องมือที่ช่วยให้การวัดระยะมีความแม่นยำสูงด้วยระบบ GPS ดาวเทียม จากผลการทดสอบยางEnergy MX2+สามารถหยุดรถได้รวดเร็วกว่ายางรถยนต์ทั่วๆ ไปรวมถึงมีระยะลื่นไถลที่น้อยกว่า โดยสามารถวัดระยะเบรกเฉลี่ยได้5.5เมตรในขณะที่ยางรถยนต์ยี่ห้ออื่นมีระยะเบรกที่ลื่นไถลไปไกลกว่าซึ่งจุดนี้แสดงให้เห็นว่าร่องรีดน้ำที่แม้ดอกยางจะเหลือน้อย แต่ก็ยังช่วยให้มีประสิทธิภาพในการรีดน้ำลดอาการเหินน้ำ ได้ดีกว่าทำให้ได้ระยะเบรกที่สั้นลง ให้การยึดเกาะที่ดีกว่ายางตัวอื่นๆ

ต่อจากนั้น เข้าสู่สถานี Handling เพื่อดูประสิทธิภาพของยางEnergy MX2+ ว่าเหนือกว่ายางตัวอื่นอย่างไร ซึ่งในการทำสอบ เราใช้รถ 2 คันคันแรกใส่ยางEnergy MX2+ที่ยังคงใช้ดอกยางแบบใกล้หมดขนาด 185/60R15 ระดับลมยางหน้า/หลัง32/30PSI ส่วนคันที่ 2 ใส่ยางยี่ห้ออื่น ในสภาพดอกยางที่ใกล้เคียงกัน

การทดสอบเมื่อเข้าโค้งที่เปียกน้ำด้วยความเร็ว 40กิโลเมตร/ชั่วโมง ยางEnergy MX2+ให้ฟิลลิ่งที่ดีในการควบคุมรถที่ดีกว่าอาการของการลื่นไถลอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ ในขณะที่ยางตัวอื่นให้ความรู้สึกในการยึดเกาะได้ไม่เทียบเท่า

มาต่อกันอีกหนึ่งสถานี กับการทดสอบขับขี่แบบท้องถนนทั่วไปด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม.ซึ่งสถานี เราได้ลองใช้ยางEnergy MX2+ แบบใหม่ๆ สดๆ ซิงๆ โดยความรู้สึกที่ได้รับ บอกเลยว่านุ่มนวลดีเสียงรบกวนเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมากด้วยเทคนิคการเพิ่มแถบเนื้อยางเสริมระหว่างบล็อกดอกยาไม่เพียงช่วยลดเสียงที่เกิดจากการบีบอัดอากาศภายในช่องว่างของบล็อกดอกยางเท่านั้น แต่ยังช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ซึ่งหลังจากการทดสอบภาพรวมของยางEnergy MX2+ให้ความรู้สึกที่เหนือกว่ายาตัวอื่นอย่างน่าประหลาดใจ แม้ยางที่ใช้ทดสอบดอกใกล้จะหมดแล้วก็ตามแต่ประสิทธิภาพในการยึดเกาะทำได้ดี ซึ่งเมื่อพิจารณาเรื่องคุณภาพกับราคาของยางที่อยู่ในระดับกลางๆ (ราคาขึ้นอยู่กับขนาดของยาง) ผมคิดว่ายางของมิชลินรุ่นนี้เป็นยางที่ให้ความคุ้มค่าเหมะสมกับราคาโดยเป็นยางที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อตอบโจทก์การใช้งานรถยนต์ในปัจจุบันเป็นอย่างดี