by Carzanova Team Nat
Hits: 1359

รีวิว!!Nissan Terra อเนกประสงค์น้องใหม่ ดีไซน์อาจไม่ล้ำ แต่เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน

Nissan Terra (นิสสัน เทอร์ร่า) รถยนต์อเนกประสงค์น้องใหม่จากค่าย นิสสัน ที่แม้จะมาช้าหน่อย แต่ก็ขนฟังก์ชั่นการใช้งานมาให้อื้อซ่า รวมถึงการเลือกใช้เครื่องยนต์ดีเซล รหัสใหม่ YS23DDTT ที่ไม่ใช่เครื่องยนต์เดียวกับกระบะนาวาร่า ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ กับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ที่ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ต้องถือว่าลงตัว ให้อัตราเร่งดีต่อเนื่อง แถมยังพกพาช่วงล่างด้านหลังแบบไฟว์-ลิงค์ ที่ต้องบอกว่านุ่นนวลไม่เหมือนใคร ส่วนเรื่องอื่นๆ จะเป็นอย่างไร ไปอ่านรีวิวกันต่อเลยครับ...

นิสสัน เทอร์ร่า

สำหรับ นิสสัน เทอร์ร่า ใช้แพลตฟอร์มจากกระบะ “นาวาร่า” แต่มีการปรับปรุงดีไซต์ในบางจุด อาทิเช่น ไฟหน้าใหม่พร้อม LED Daytime Running กระจังหน้าแบบ V-Motion รวมไปถึงกันชน และซุ้มล้อ ที่ออกแบบใหม่ให้เข้ากับรูปลักษณ์รถอเนกประสงค์มากขึ้นในขณะที่ด้านท้ายซึ่งปรับให้เป็นรถอเนกประสงค์ แลบ 5 ประตูหรือPPV ได้รับการพัฒนาต่อยอดจากรถออฟโรดในตำนานอย่าง Patrol โดยออกแบบให้มีมิติตัวรถ ยาว 4,885 มม. กว้าง 1,865 มม. สูง 1,835 มม. ระยะฐานล้อ 2,850 มม.และน้ำหนักรถ 2,043 กก.ในรุ่น 2WD และ 2,118 กก.ในรุ่น 4WD

 

ไฟหน้าใหม่พร้อม LED Daytime Running

ภายในห้องโดยสาร อารมณ์ไม่ได้รู้สึกว่าแตกต่างอะไรไปจาก นาวาร่า มากนัก คอนโซลหน้าดูแล้วก็ยังมีกลิ่นไออยู่ไม่น้อย โดยหน้าปัดยังคงเลือกใช้มาตรวัดแบบวงกลม 2 ช่อง มีจอแสดงผลอัจฉริยะตรงกลาง ด้านความบันเทิงมาพร้อมกับจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พวงมาลัยเป็นแบบ 3 ก้านพร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นบนพวงมาลัยแถมมีการเสริมฟังก์ชั่นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมสวิตช์ควบคุมด้านหลังแยกอิสระ ที่แม้ดีไซน์จะดูโบราณไปนิดกับปุ่มปรับแบบมือหมุน แต่ต้องบอกว่าการใช้งานนั้นตอบโจทย์รถแบบ 7 ที่นั่ง ซึ่งมีเบาะนั่ง 3 แถว ได้เป็นอย่างดี โดนผู้โดยสารทั้งแถว 2 และแถว 3 สามารถเอื้อมปรับระบบปรับอากาศได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปว่ายวานใครให้เสียเวลา รวมถึงมีจอมอนิเตอร์ ขนาด 11 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลังในทุกรุ่น

 

มาตรวัดแบบวงกลม 2 ช่อง

ด้านเบาะนั่งคู่หน้าออกแบบได้กว้างขวางรองรับคนรูปร่างใหญ่ได้สบาย แถมเบาะนั่งตอน 2 ยังมีปุ่มพับเบาะอัตโนมัติ one touch ที่บริเวณคอนโซลกลาง ให้ความสะดวกสบายไม่ต้องพับเองด้วยมือ ขณะที่หากต้องการการขนสัมภาระที่มากกว่าปกติ เบาะนั่งแถว 3 ยังสามารถปรับพับแบนราบได้ และออกแบบให้ที่นั่งแบบแบบโรงหนังคือ ไล่ระดับสูงขึ้นไป เพื่อการมองเห็นทุกมุมมองไม่ว่าจะนั่งเบาะไหน แต่เสียดายที่เบาะนั่งแถว 2 และแถว 3 องศาของเบาะไม่มีเอียงรับกับช่วงขาและก้น ทำให้เวลาเบรกแล้ว ก้นจะเลื่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย ส่วนโทนสีภายในหากเป็นรุ่น 2WD เบาะจะเป็นสีดำและรุ่น 4WD เบาะสีน้ำตาล

 

ภายในห้องโดยสาร

ปุ่มพับเบาะอัตโนมัติ one touch ที่บริเวณคอนโซลกลาง

มาที่เรื่องเทคโนโลยีภายในตัวรถที่ต้องบอกว่า เทอร์ร่า จัดมาให้อย่างท่วมท้นไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ หรือ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลังขณะขับขี่ไม่ว่าจะวางของบังทัศนวิสัยอย่างไรก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะมีการติดกล้องที่กระจกด้านหลัง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีล่าสุดจาก นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี และถือเป็นเอสยูวีรายแรก และรายเดียวที่มีการติดตั้งเทคโนโลยีมาให้ แม้รูปแบบการใช้งานจะไม่ได้ไฮเทคหวือหวา สั่งงานด้านระบบสัมผัสที่ตัวกระจก ใช้ปุ่มกดที่ด้านล่างแบบธรรมดาๆ แต่ก็ให้การใช้งานที่ตอบโจทย์ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัย รวมไปถึงระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อม เทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD) ก็มีมาให้อย่างครบครัน

Intelligent Rear View Mirror (IRVM)

 

มาที่เรื่องสมรรถนะ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รหัสYS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ใหม่ ทวินเทอร์โบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในกระบะนาวาร่า ด้านระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ผ่านระบบขับเคลื่อนที่มีให้เลือกทั้ง 2 ล้อ (2WD) และ 4 ล้อ (4WD) ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ ด้านหลังเป็นแบบไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง (five-link coil spring rear suspension system) และระบบเบรกหน้าดิสก์ แต่เสียดายที่ด้านหลังยังคงเป็นดรัมเบรกอยู่ ส่วนล้อแม็กเลือกใช้ขนาด18 นิ้ว เข้ากับยางขนาด 255/60R18

 

เครื่องยนต์ดีเซล  ขนาด 2.3 ลิตร ใหม่ ทวินเทอร์โบ 

ซึ่งสมรรถนะโดยรวมต้องบอกว่าเครื่องยนต์และเกียร์ชุดนี้ถือว่าเพียงพอกับรถไซส์นี้น้ำหนักขนาดนี้ ให้อัตราเร่งดี ไม่อีดอาด รวมถึงเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ก็ให้ความนุ่มนวลในทุกจังหวะเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังมาพร้อมกับโหมด Manual ที่สามารถเลือกเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์เองได้ แต่พอมาโหมดนี้เตือนไว้ก่อนว่าอย่าลืมที่จะเปลี่ยนเกียร์ เพราะระบบจะรอการสั่งการจากคนขับ เรียกว่าถ้าเผลอลืม มีอาการรอบตัดให้เห็นอย่างแน่นอน

 

ระบบเบรกหน้าดิสก์

และสำหรับรุ่นเป็นขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ใช้งานได้ง่ายเปลี่ยนหมุนปุ่มที่บริเวณคอนโซลกลางหน้าเกียร์ ที่มีโหมดให้เลือกทั้ง 4LO / 4H และ 2WD โดยในจังหวะการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจาก 2WD ไป 4H หรือจาก 4H ไป 2WD สามารถปรับเปลี่ยนได้เลยโดยไม่ต้องหยุดรถที่ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. นอกจากนี้ยังได้ใส่เทคโนโลยีป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD) และระบบ Electronic Rear Differential-Lock รวมถึงเทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยให้สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ในสภาวะการขับขี่ที่สูงชัน และด้วยระยะความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance ถึง 225 มิลลิเมตร และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง

 

โหมดให้เลือก 4LO / 4H และ 2WD 

ด้านระบบรองรับกันสะเทือนหรือระบบช่วงล่างที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ ซึ่งก็ไม่แตกต่างจากเจ้าอื่นๆ แต่ที่น่าสนใจคือระบบรองรับกันสะเทือนด้านหลัง ที่มาในแบบไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง ตรงนี้แหล่ะน่าสนใจ เพราเจ้าระบบช่วงล่างนี้ ต้องบอกเลยว่าในบ้านเรายังไม่มีรถอเนกประสงค์ PPV เจ้าใดเอามาใส่ ก็จะมีแต่ เทอร์ร่า เป็นเจ้าแรก คราวนี้มาถึงฟิลลิ่งกันบ้างล่ะว่ามันเป็นอย่างไร เอาในส่วนของทางออนโรดก่อน ซึ่งในวันที่ทดลองขับ เราได้เลือกใช้เส้นทางขึ้นลงเขา แบบมีโค้งพับไปพับมา ซึ่งฟิลลิ่งช่วงล่างของเทอร์ร่า ต้องบอกว่าอยู่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก โดยพื้นฐานที่ไฟว์-ลิงค์ คอยล์สปริง จะให้ความนุ่มนวลเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก่อนเดินทางผมคาดเดาว่าน่าจะต้องมีอาการเมาอย่างแน่นอน แต่ผิดคาดครับ ช่วงล่างของเจ้าเทอร์ร่า แม้จะนุ่มนวล แต่ก็ไม่ยวบยาบจนเกินไป รวมถึงต้อนที่ลงมาวิ่งบนทางราบใช้ความเร็ว ก็จัดว่าเกาะถนนดีพอสมควร แม้พวงมาลัยจะค่อนข้างหนักกว่าเจ้าอื่นหน่อย เพราะยังเป็นแบบแร็คแอนด์พิเนี่ยน เพาเวอร์ไฟฟ้า ไม่ได้เป็นแบบไฟฟ้า EPS แต่ก็ให้การควบคุมที่แม่นยำ ส่วนในเส้นออฟโรด คราวนี้ยิ่งสบายใหญ่ ซึ่งผมรับรู้ได้ถึงอาการของรถที่โยนตัวไม่เยอะมาก อาการหัวสั่นหัวคลอนมีไม่ค่อยเยอะ ซึ่งช่วงล่างชุดนี้ สำหรับผมตอบโจทย์ได้ดีทั้งออนโรดและออฟโรด

 

ส่วนเรื่องระบบเบรก ที่ด้านหลังยังเป็นแบบดรัมเบรก ซึ่งจริงๆ แล้วในวันที่เราทดลองขับ ต้องบอกว่าเรายังอยู่กับรถไม่มากเท่าไหร่ จึงยังไม่เห็นผลของระบบเบรกที่ด้านหลังเป็นดรัมว่าเมื่อความร้อนสะสมสูงๆ อาการของเบรกจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้พูดกันจริงๆ ก็ต้องบอกว่ายุคนี้เค้ามาด้วยชุดดิสก์เบรก 4 ล้อกันหมดแล้ว เชื่อว่ารุ่นไมเนอร์เชนจ์ตัวต่อไป ดิสก์เบรก 4 ล้อต้องมาแน่ๆ

 

ในขณะที่ราคา นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ มีให้เลือก 5 สี ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1,316,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 V 2WD 7AT รุ่น 1,349,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT และ THB 1,427,000 สำหรับรุ่น 2.3 VL 4WD 7ATซึ่งโดยส่วนตัวดูออปชั่นที่ให้กับราคาแล้วต้องบอกว่าคุ้มเลยทีเดียว แต่น่าจะมีรุ่นเริ่มต้นที่ราคาย่อมเยากว่านี้เป็นทางเลือกให้ลูกค้า ไว้เป็นรุ่นไฟเตอร์แข่งกับเจ้าอื่นๆ ก็น่าจะดี...ว่ามั้ยครับ??

 

 นิสสัน เทอร์ร่า