by Carzanova Team Kook
Hits: 727

รีวิว!! FORD RANGER RAPTOR…กระบะที่เป็นมากกว่ากระบะ (มีคลิปวีดิโอ)

มีหลายคนตั้งคำถามว่า ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ (Ford Ranger Raptor) กระบะออฟโรดสมรรถนะสูง หนึ่งในดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) มันเหนือกว่ากระบะธรรมดายังไง?? หลังจากได้สัมผัสตัวจริง กับการทดลองขับหลากหลายรูปแบบ เรามีคำตอบมาให้!!

สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เรามาเริ่มกันที่รูปลักษณ์ภายนอกกันก่อนเลย ว่ามีอะไรที่แตกต่างไปจากเรนเจอร์ตัวธรรมดาบ้าง โดยเจ้าแร็พเตอร์ เพียงครั้งแรกที่มองเห็น จะรู้สึกได้ถึงความดุดันที่มีมากขึ้น แม้จะใช้แชสซีตัวเดียวกัน แต่ได้มีการเปลี่ยนแก้มข้างคู่หน้ามาใหม่ที่ถูกตีโป่งให้ขยายออก เพื่อรองรับการยุบตัวของโช้คอัพ และยางที่เพิ่มมากขึ้น โดยผลิตมาจากวัสดุคอมโพสิทที่ทนทานต่อการผจญภัยแบบออฟโรด รวมไปถึงกระบะหลังก็มีการออกแบบใหม่ ขยายซุ้มล้อให้ด้านหลังดูโหดดูดุขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีกระจังหน้าใหม่ที่มาพร้อมโลโก้ฟอร์ด ตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ของแร็พเตอร์ และรถฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ที่โดดเด่นกว่าตัวเรนเจอร์ อีกทั้งแผงกันชนหน้าก็มาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED และช่องรีดอากาศ ซึ่งช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยเจ้าแร็พเตอร์ ยังมาพร้อมความเหนือกว่าด้วยการออกแบบความสูงใต้ท้องเครื่องที่สูงถึง 283 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและล้อหลังที่กว้างขึ้น 150 มิลลิเมตร รวมไปถึงยางที่เปลี่ยนมาเป็นแบบ All-Terrain ขนาด 285/70 R17 ที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงศักยภาพเชิงออฟโรดที่มากกว่า ซึ่งไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ที่ดูดุดันเท่านั้น แต่ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแร็พเตอร์ ยังรองรับการใช้งานในรูปแบบออฟโรดได้เป็นอย่างดี.

                           

เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ แร็พเตอร์ สัมผัสได้ถึงดีเอ็นเอของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ จากเบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะและบุด้วยหนังกลับ เพื่อการยึดเกาะที่ดียิ่งขึ้นทั้งยามขับตะลุยเส้นทางออฟโรด หรือเดินทางที่ต้องใช้ความเร็วสูง ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ที่ทำให้ แร็พเตอร์ โดดเด่นกว่าเรนเจอร์ ตัวธรรมดา ยังรวมไปถึงการเดินด้ายสีน้ำเงิน การเลือกใช้วัสดุหนัง และแผงหน้าปัดที่ออกแบบมาอย่างดุดัน พวงมาลัยบุหนังลายฉลุช่วยให้จับได้ถนัดมือ และมาพร้อมแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแมกนีเซียมน้ำหนักเบาอันเป็นดีเอ็นเอใหม่ของแร็พเตอร์ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างฉับไวและแม่นยำ แต่จุดนี้น่าเสียดายไปนิดตรงที่คันเกียร์ ไม่มีระบบทริปทรอนิคมาให้ เผื่อบางคนจะถนัดการเปลี่ยนเกียร์ที่คันเกียร์มากกว่า การเปลี่ยนที่แป้นหลังพวงมาลัย

             

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้สลักลายโลโก้แร็พเตอร์ลงบนขอบพวงมาลัยเพื่อความสะดุดตา ทั้งยังติดตั้งแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนตรงกลางของพวงมาลัย สไตล์รถแข่งเพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะขับขี่ได้อย่างมั่นใจมากขึ้นอีกด้วย

มาที่ด้านสมรรถนะ ซึ่งแร็พเตอร์ ได้ใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ เรนเจอร์ คือเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ที่มอบพละพลังสูงสุด 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตัน-เมตร ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเทอร์โบแรงดันสูงที่มีขนาดเล็กและเทอร์โบแรงดันต่ำที่มีขนาดใหญ่กว่า ให้การตอบสนองพละกำลังทุกช่วงความเร็ว โดยระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เป็นเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ผลิตจากเหล็กกล้า อลูมิเนียมมอัลลอย คอมโพสิท เพื่อให้มีความทนทาน และมีน้ำหนักเบา ทั้งยังได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการขับขี่ที่ทรหดและยาวนาน

โดยฟอร์ดได้ทำการทดสอบเทอร์โมไซเคิล (Thermo Cycle) โดยการทำให้เทอร์โบทั้ง 2 ลูกร้อนจัด จนกลายเป็นสีแดงนาน 200 ชั่วโมงติดต่อกัน ด้วยลูกปืนเทอร์โบที่ผลิตจากอัลลอยคุณภาพสูง สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 860 องศาเซลเซียส และเทอร์โบแรงดันต่ำที่ระบายความร้อนด้วยน้ำ จึงทำให้เครื่องยนต์สามารถทนต่ออุณหภูมิระดับสูงมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ลูกนี้ให้อัตราทดที่แคบลง ส่งผลให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ ยังมาพร้อมอัลกอริทึมที่เรียนรู้รูปแบบการขับขี่ เพื่อเลือกเกียร์ที่เหมาะสมที่สุดในทุกการขับขี่ ซึ่งเริ่มจากการใช้การขับขี่โหมดปกติ ที่มอบความนุ่มนวล ประหยัดน้ำมัน โดยสามารถเลือกการขับขี่แบบแมนนวล ที่ผู้ขับสามารถเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงได้เอง เพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่บนถนนทั้งทางเรียบและทางคดเคี้ยวขึ้นลงเขา หรือเลือกการขับขี่โหมดสปอร์ต ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วฉับไวในขณะที่รอบเครื่องสูง พร้อมค้างรอบเครื่องสูงไว้เพื่อให้การตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้น

ซึ่งฟิลลิ่งของพละกำลัง ในช่วงต้นช่วงกลาง ไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากตัวเรนเจอร์ เครื่องยนต์เดียวกันมากนัก อาจจะรู้สึกออกตัวอืดๆ กว่าหน่อย แต่ก็ไม่ค่อยชัดเจน กลับกันกับในช่วงความเร็วปลายต้องบอกว่า แร็พเตอร์ ทำความเร็วปลายหายไปพอสมควร เพราะลองทำความเร็วสูงสุด บอกได้เลยครับว่ามาสุดๆ แค่ประมาณ 170 กิโลเมตร ส่วนหนึ่งมากจากการเลือกใช้ล้อที่ใหญ่ขึ้น และส่วนประกอบอื่นๆ ที่เน้นการลุยสมบุกสมบันที่มากกว่านั่นเอง

                            

นอกจากนี้ยังมีอีกจุดที่ทำให้เจ้า แร็พเตอร์ เหนือกว่า เรนเจอร์ ธรรมดา ก็คือ โปรแกรมการขับขี่ที่มีให้เลือก หรือที่เรียกว่าระบบ Terrain Management System (TMS) ตอบสนองการขับขี่ทั้งหมด 6 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น โหมดหิน สำหรับพื้นผิวในเขตภูเขาลาดชัน ใช้ความเร็วต่ำ เน้นการควบคุมรถให้ขับเคลื่อนอย่างช้าๆ โหมดหญ้า/กรวด/หิมะ ที่ออกแบบมาให้ขับขี่บนทางออฟโรดที่มีพื้นผิวลื่นและเป็นหลุมบ่อ ซึ่งระบบจะทำการเปลี่ยนเกียร์อย่างนุ่มนวลพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอัตราการลื่นไถลของล้อรถ โหมดโคลน/ทราย ที่สามารถปรับการตอบสนองของระบบควบคุมการลื่นไถลให้เหมาะสมกับพื้นผิวที่มีความลึกและเปลี่ยนสภาพได้อย่างพื้นทรายและโคลน ด้วยการใช้เกียร์ต่ำที่มีแรงบิดสูง รวมไปถึงโหมดบาฮา ที่เป็นไฮไลท์กับการขับขี่แบบออฟโรดความเร็วสูง ซึ่งโหมดนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Baja 1000 รายการแข่งแรลลี่กลางทะเลทรายบาฮาอันเลื่องชื่อ โดยระบบนี้จะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง โดยระบบป้องกันล้อหมุนฟรีจะถูกตัดการทำงาน เพื่อไม่ให้แทรกแซงการทำงานของเครื่องยนต์ รวมทั้งเกียร์จะถูกปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ระบบจะค้างรอบเครื่องไว้นานขึ้นและเปลี่ยนเกียร์ลงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม

ด้านการควบคุม แร็พเตอร์ มาพร้อมระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) ที่ต้องบอกว่าไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากตัวเรนเจอร์ ธรรมดา ที่เห็นล้อโตๆ แบบนี้ นึกว่าจะพวงมาลัยจะหนักกว่า แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ไม่เลย!! ฟิลลิ่งไม่ต่างกัน แต่ในส่วนที่ต่างกันชัดเจน จะเป็นเรื่องระบบช่วงล่างที่แร็พ เตอร์ ปรับมาใช้ช่วงล่างหลังแบบคอยล์สปริง แถมยังอัพเกรดชุดโช้คอัพ โดยมาโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing เพื่อซับแรงกระแทกเมื่อขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง รวมไปถึงยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบันเป็นพิเศษสำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะ

ซึ่งหลังจากได้ลองขับช่วงล่างชุดนี้ ต้องบอกว่าเหนือกว่าเรนเจอร์ ตัวธรรมดามาก แต่ก็ยังไม่ถึงระดับแข่งขัน เพราะจุดรองรับต่างๆ ยังเป็นบูทยางเดิมๆ อยู่ ไม่ได้เปลี่ยนมาเป็นบูทยูริเทน หรือวัสดุอะไรที่ให้ความแข็งแรงมากกว่านี้ ซึ่งหากเห็นจากโฆษณาหรือจากสื่ออื่นๆ ที่บอกว่าแร็พเตอร์ บินได้!! นั้น ต้องบอกว่าของเค้าเหินเนินได้จริงๆ ช่วงล่างรองรับไหว และอยู่ในระดับที่ดี แต่จุดรองรับต่างๆ หากเอาไปบินเอาไปเหินบ่อยๆ เชื่อว่าจุดพวกนี้รองรับไม่ไหว อันจะส่งผลเสียต่อช่วงล่างและการทรงตัว ซึ่งหากใครอยากใช้งานจุดนี้ คงแนะนำให้เปลี่ยนพวกบูทต่างๆ ก็คงจะเพียงพอต่อการรับแรงกระแทกพวกนี้

ในขณะที่การควบคุม ในส่วนของทางเรียบออนโรด ช่วงล่างชุดนี้ให้การควบคุมที่ดีเลยนะ ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวที่ช่วงล่างหลังเปลี่ยนมาเป็นแบบคอล์ยสปริง ได้ฟังคำวิจารณ์จากหลายแหล่ง ที่บอกว่ารู้สึกว่านุ่มนิ่มยวบยาบเกินไปเวลาขับ โดยส่วนตัวกลับเห็นตรงกันข้าม ผมว่ามันให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลพอดิบพอดี แถมยังเกาะถนนอีกต่างหาก ส่วนยางที่เห็นว่าเป็นดอกยางบั้งๆ สไตล์ All-Terrain ตอนแรกนึกว่าดอกยางจะดังเข้ามาในห้องโดยสาร กลับไม่รู้สึกเลย ได้ยินแต่เสียงของลำโพงที่ทำเสียงหลอกของเครื่องยนต์ ให้ขับแล้วดูดุดันสะใจมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ส่วนฟิลลิ่งในทางออฟโรดความเร็วสูง ที่เราใช้โหมดบาฮาขับ ต้องบอกอย่างนี้ครับ ว่าด้วยพละกำลังของเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo 2.0 ลิตร ที่มาในสไตล์นุ่มนวล การรองรับของช่วงล่างถือว่าโอเคเลย แต่หากเป็นการขับออฟโรดความเร็วสูง สไตล์แรลลี่ แล้วนั้น ผมกลับมองที่พละกำลังของเครื่องยนต์ที่มันน้อยเกินไป ทำให้การควบคุมรถให้ถีบตัวออกจากโค้งค่อนข้างยาก แต่ก็เข้าใจครับ หากทำเครื่องยนต์ให้มีพละกำลังมากกว่านี้ ก็อาจจะโดนภาษีที่หนักกว่านี้ ดังนั้นหากใครต้องการฟิลลิ่งที่ดีกว่านี้ ก็ไปหาวิธีเพิ่มความแรงกัน ซึ่งในยุคนี้ก็คงไม่ยากอะไร หากแต่จะติดปัญหาเรื่องการเคลมหากรถเกิดปัญหาเท่านั้นเอง

ซึ่งโดยสรุป สำหรับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เปิดตัวพร้อมราคา 1.699 ล้านบาท หากมองเรื่องของความคุ้มค่า อาจจะตัดสินใจยากหน่อย แต่ถ้ามองว่ามันคือ แรร์ไอเทม อันนี้ตัดสินใจได้ง่ายเลย...ว่ามั้ยครับ!!!