by Carzanova Team Nat
Hits: 67

รีวิว!! FORD EVEREST TITANIUM SPORT หล่อคุ้ม แบบมินิมอล

เอาจริงๆ แล้วรถอเนกประสงค์สไตล์ PPV ที่ผมเชียร์ให้กับหลายๆ คนเลือกไว้ใช้งาน แบบที่ไม่ติดแบรนด์เจ้าตลาดนะ คือเจ้า FORD EVEREST ถ้ามีเงินผ่อนมากหน่อย ผมก็ยิงไปให้เอารุ่นท็อปอย่างตัว Titanium+ ไปเลย แต่ถ้าตังค์ผ่อนน้อยหน่อย แต่อยากได้ความหล่อแบบคุ้มๆ สไตล์มินิมอล ไม่ต้องมากแต่เพียงพอ ผมก็ยิงมาที่ตัว Titanium Sport คันนี้เลย

Everest Titanium Sport 

สำหรับตัว Everest Titanium Sport ถือเป็นรุ่นย่อยใหม่ ที่ทำขึ้นมาเป็นทางเลือกพิเศษ แทรกกลางระหว่างรุ่น Titanium กับ Titanium+ เน้นการตกแต่งรูปลักษณ์ในสไตล์สปอร์ตเข้ม ที่เห็นความแตกต่างจาก Everest รุ่นอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน โดยถ้ามองด้านหน้าที่เห็นเด่นสุด ต้องยกให้กับกระจังหน้าขนาดใหญ่สีดำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมตัวอักษรสีดำแบบนูนที่พิมพ์คำว่า “EVEREST” ขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้า และแถบโครเมี่ยมที่จัดมาให้รอบตัวรถ ตั้งแต่กระจกมองข้าง ราวหลังคา บันไดข้าง กันชนหน้า-หลัง รวมถึงยังคงใช้ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ปรับสีมาใหม่ให้เป็นโทนดำเงา เพื่อเพิ่มความดุดัน พร้อมกันนี้เพื่อให้มีความแตกต่างมากขึ้นไปอีก ในตัว Titanium Sport ยังมีสีใหม่ให้เลือกโดยเป็นสีน้ำเงินดีพ คริสตัล บลู ที่ดูเข้มแต่ไม่หนักมากเท่าสีดำ

ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว

พร้อมกันนี้ในส่วนของฟีเจอร์ตามมาตรฐานของรถยุคใหม่ เจ้า Everest Titanium Sport ก็มีมาให้ไม่น้อยหน้าใคร ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าแบบ LED Projector ไฟเดย์ไทม์ก็เป็นแบบ LED ไฟท้ายก็ LED อีกทั้งยังมีระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี รวมไปถึงฝากระโปรงหน้า ยังเป็นแบบช็อคอัพ ไม่ต้องใช้ไม้ค้ำ ให้ดูเสียราคา เรียกว่าออฟชั่นต่างๆ สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ

ไฟหน้าแบบ LED Projector

มาที่ภายในห้องโดยสารกันบ้าง โดยในตัวของ  Everest Titanium Sport  ยังคงความสะดวกสบายกว้างขวาง แต่ได้มีการเพิ่มลูกเล่นเติ่มอารมณ์ภายในด้วยการตกแต่งโทนสีดำน้ำเงินทั้งห้องโดยสาร ตั้งแต่แผงคอนโซล ที่วางแขน รวมไปถึงเบาะนั่งก็เป็นแบบหุ้มหนังเดินด้ายสีน้ำเงิน พร้อมสลักลายคำว่า SPORT บนเบาะนั่งคู่หน้า โดยเบาะไฟฟ้าในรุ่นนี้จะมีให้เฉพาะตำแหน่งคนขับเพียงตำแหน่งเดียว นอกจากนี้ในส่วนของคอนโซลหน้า และที่เปิดประตู ยังได้ตกแต่งลวดลาย Hydrographic แบบเคลือบ 2 ชั้นบนวัสดุที่ทันสมัย

ภายในห้องโดยสาร

ขณะที่ความบันเทิงเพลิดเพลินก็มาพร้อมระบบ SYNC 3 สั่งงานด้วยเสียง รองรับภาษาไทย พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่มาพร้อมกับระบบช่วยโทรฉุกเฉิน ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้ายขวา และระบบปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอบหลังแบบปรับอุณหภูมิแยกได้ให้ความเย็นสบายตามใจผู้โดยสารแต่ละโซน

 

ด้านสมรรถนะการขับขี่  Ford Everest Titanium Sport ติดตั้งเครื่องยนต์ดีเซลบล็อคใหม่ล่าสุด แบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที พร้อมระบบขับเคลื่อนที่มีให้แต่เฉพาะขับเคลื่อน 2 ล้อหลังเท่านั้น ไม่มีรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ 4 WD ให้เลือก ส่วนระบบส่งกำลังทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ พร้อม Manual Mode เปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ บวก/ลบ ที่สวิทซ์บริเวณคันเกียร์ เสียดายที่ไม่มี Paddle Shift มาให้ ซึ่งบอกตรงๆ แรกๆ ไม่ค่อยถนัดกับการเปลี่ยนเกียร์ที่เป็นปุ่มแบบนี้ มันเหมือนเล่นเกมส์ยังไงไม่รู้ เพราะส่วนใหญ่รถหลายค่ายจะเป็นคันโยกที่ด้ามเกียร์ ขึ้น-ลง แต่ถ้าถามเรื่องความสะดวกสบาย เอาจริง ก็ง่ายดีนะ เพียงใช้นิ้วโป้งกดเบาๆ เกียร์ก็เปลี่ยนตำแหน่งให้แล้ว

เครื่องยนต์ดีเซลแบบ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยว 

ส่วนฟิลลิ่งการขับขี่ เรื่องนี้ต้องยกนิ้วให้เค้า เพราะเอาเป็นว่าในอนุกรมรถคลาสนี้ Everest เค้าขับง่ายสุด เริ่มตั้งแต่พวงมาลัยที่เป็นแบบไฟฟ้า EPS เจ้าเดียวในตลาด ขับเบาสบายมือ เอาเป็นว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ขับรถไซส์ใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างสบายเลย ส่วนเรื่องเครื่องยนต์ เสียดายที่ไม่ได้ใช้เครื่องตัวท็อป 2.0 เทอร์โบคู่ ไม่งั้นคงสนุกเท้ากว่านี้ แต่แค่เทอร์โบเดี่ยวจะว่าไปก็เพียงพอกับการใช้งาน อาจจะมีออกตัวอืดๆ บ้าง แต่ถ้าความเร็วช่วงกลาง ช่วงปลายไหลแบบสบายๆ รวมถึงเกียร์ที่เป็นแบบ 10 จังหวะ ที่เรียงเฟืองเกียร์มาให้ชิดๆ ลดการกระชากในจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ ก็ให้ความรู้สึกนุ่มนวลดี อาจจะมีความรู้สึกกระชากบ้างเล็กน้อย เวลาต้องเค้นสมรรถนะความเร็วบ้าง เพราะเกียร์อาจต้องเชนจ์กระโดด 2-3 เกียร์ แต่ก็อยู่ในเกณฑ์รับได้นุ่มนวลที่ดี

ระบบต่างๆ ก็จะน้อยหน่อย สังเกตได้จากปุ่มควบคุมที่มีให้เพียงระบบการทรงตัวเท่านั้น

ด้านระบบกันสะเทือน ที่ด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกสองชั้น พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบคอยล์สปริง วัตต์ลิงค์ และเหล็กกันโคลง การเซ็ตอัพเอียงไปในโทนนุ่มนวลขับสบาย อาจจะมีอาการย้วยๆ ของช่วงล่างบ้างเล็กน้อยเวลาขับความเร็วสูง แต่ยังดีที่ใช้ล้อแม็กขนาดใหญ่ ทำให้เลือกใช้แก้มยางเตี้ยได้ (255/50 R20) เลยชดเชยกันได้ในระดับหนึ่ง ส่วนถ้าใช้งานในเมือง หรือวิ่งความเร็วไม่สูงมาก นั่งสบาย ระดับรถหรูชั้นดีเลยทีเดียว (อันนี้ถ้าไม่เชื่อต้องลองครับ)

ขณะที่เทคโนโลยีช่วยขับขี่ และเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัย ในรถคันนี้ก็ติดตั้งไว้อย่างมากมาย อาทิ Cruise Control กล้องมองหลังและเซ็นเซอร์ขณะถอยจอด Traction Control & Electronic Stability Program แต่ที่ขาดไปก็จะเป็นพวกระบบความปลอดภัยอย่างระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามความเร็ว ระบบช่วยรักษาช่องทางจราจร และระบบเตือนขณะถอยหลัง ซึ่งถูกตัดออกไป ซึ่งหากใครอยากได้คงต้องขยับไปเล่นรุ่น Titanium+

ด้านราคา Ford Everest Titanium Sport เปิดมาที่ 1,429,000 บาท สำหรับผมถือว่าคุ้มค่า คุ้มราคาที่เดียวครับ กับรูปทรง และสมรรถนะที่ได้ ส่วนคุณผู้ชมจะคิดเหมือนผมมั้ย คงต้องไปลองขับดูที่โชว์รูมฟอร์ด เค้าแล้วล่ะครับ!! 

เรื่อง / ภาพ : ปรม พวงงาม