by Carzanova Team Nat
Hits: 200

รีวิว!! All New Nissan Navara โชว์ความแกร่งพิชิตเขาระเบิด

ผมรู้สึกมาตลอดว่ารถปิกอัพจากค่าย Nissan เป็นรถที่ขับดี แต่จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ความนิยมกลับไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนสมัย Nissan Big M ซึ่งจริงๆ แล้วตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ชื่อรุ่น Navara ผมว่ารถเขามีความโดดเด่นอยู่หลายอย่าง ไม่ใช่ว่าปิกอัพสมัยนี้จะมาเน้นแค่อึดถึกทนอย่างเดียว รับรองว่าลาตลาดไปได้เลย เพราะนอกจากสมรรถนะความทนทาน และศักยภาพการบรรทุกสิ่งของแล้ว เราทราบกันดีว่าอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ฟังก์ชั่นต่างๆ และเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้กันมาชนิดว่ารถเก๋งบางรุ่นอาย ส่วนเรื่องราคาถ้าเป็นตัวท็อปๆ ก็ทะลุล้าน ซึ่งถ้าย้อนเวลากลับไปบอกคนยุคเมื่อ 30-40 ปีก่อน เขาจะต้องบอกว่า “บ้าไปแล้ว”

All New Nissan Navara 

หลังจากส่ง Navara รหัสตัวถัง D23 มาทำตลาดสู้กับคู่แข่งพักใหญ่ เมื่อไม่นานมานี้ถึงคราวที่ Nissan จำเป็นต้องมีการอัพเกรดชุดใหญ่ เนื่องจากคู่แข่งเล่นกันแรงเหลือเกิน ทั้งหน้าตา เครื่องยนต์ ภายในห้องโดยสาร เรียกได้ว่าทำเอาหลายคนที่เคยใช้แต่รถเก๋งหันมาซื้อปิกอัพขับกันไม่น้อย ซึ่ง Nissan เองก็นิ่งกับโมเดลนี้มานาน ปล่อยคู่แข่งเชือดเฉือนกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ทำคลอด Navara ล่าสุดออกมาให้ได้ยลโฉมกัน และที่สำคัญไม่ได้ปรับแต่หน้าตา ซึ่งผมบอกเลยว่าถึงจะมาช้าแต่มีของ!

เพื่อเป็นการพิสูจน์ผลลัพธ์การปรับปรุงปิกอัพคันล่าสุดของ Nissan ครั้งนี้ เส้นทางการทดสอบจึงเต็มไปด้วยอรรถรสที่หลากหลายและตื่นเต้นกันพอสมควร สำหรับผมการปรับหน้าตาครั้งล่าสุดนี้ถูกใจมาก เนื่องจากส่วนตัวผมมองว่ารูปร่างหน้าตาของรุ่นก่อนหน้านี้ดูไม่ค่อยลงตัวสมส่วนสักเท่าไหร่ แต่หลังจากที่ได้ศัลยกรรมหน้าตาใหม่ บอกเลยว่าหล่อไม่แพ้ใครในตลาดรถปิกอัพเมืองไทย โดยเฉพาะบุคลิกที่ดูแข็งแกร่งบึกบึนที่เป็นเหมือนกฎเหล็กที่รุ่นยกสูงของทุกยี่ห้อต้องปฏิบัติตาม

รูปร่างของ Navara ใหม่เน้นความเป็นเหลี่ยมคมช่วยให้ตัวถังดูบึกบึนมาก และยังเพิ่มความทันสมัยให้กับหน้าตาด้วยไฟหน้ารูปทรงใหม่ที่เป็นระบบไฟ LED พร้อมด้วยไฟส่องสว่างเวลากลางวัน Daytime Running Light และไฟตัดหมอก LED คันที่ผมได้ขับขาไปเป็นรุ่น Double Cab 4WD VL 7AT จึงมาพร้อมกับล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมด้วยยางขนาด 255/60 R18 และแน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่สำหรับ Navara รุ่นใหม่นี้คือ เครื่องยนต์ดีเซลตัวใหม่สำหรับตัวยกสูงทั้งขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4WD ซึ่งเป็นเครื่องยนต์รหัส YS23DDTT ตัวเดียวกับที่อยู่ใน Nissan Terra รถ PPV ของค่ายนั่นเอง มีความจุ 2.3 ลิตร พร้อมอัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้าที่ 3,750 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตัวเมตรที่ 1,500 - 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด

เครื่องยนต์รหัส YS23DDTT 

ถึงตรงนี้ถ้าดูจากตัวเลขแรงม้าและแรงบิด มันเท่ากับที่อยู่ในเครื่อง YD25 DDTi ที่อยู่ในตัวท็อปของ Navara รุ่นที่แล้วไม่มีผิด เกียร์ก็เหมือนกัน แล้วจะขับดีขึ้นได้ยังไง? นี่คือคำถามที่ผมคิดมาตลอดก่อนขับ และถ้าไม่แตกต่างชัดเจนจริงๆ ผมจะรู้สึกได้ทันที เพราะช่วงหนึ่งของการทำงานในอดีต ผมก็ได้ Navara รุ่นที่แล้วนี่แหละครับเป็นรถใช้เดินทางทั่วประเทศ ดังนั้นเดี๋ยวได้รู้กัน!

เส้นทางการขับในครั้งนี้ถือว่าวัดประสิทธิภาพของรถได้ชัดเจนมาก เรามุ่งหน้าไปที่ยอดเขาระเบิด จังหวัดชลบุรี โดยออกสตาร์ทจากแถวๆ บางนา ซึ่งเริ่มต้นด้วยการขับบนเส้นทางเรียบๆ ยาวๆ บนทางด่วนบูรพาวิถีต่อเนื่องไปจนถึง Motorway แล้วเลี้ยวเข้าทางเส้นบ้านบึง สิ่งแรกที่ประทับใจสำหรับ Navara Double Cab 4WD VL คันนี้ก็คือ ภายในห้องโดยสารที่ปรับปรุงใหม่ ดูทันสมัยกว่าเดิม

ภายในห้องโดยสาร

เริ่มตั้งแต่พวงมาลัยที่เปลี่ยนมาใช้ทรงพิมพ์นิยมที่ใช้กับ Nissan แทบทุกรุ่นในปัจจุบัน มีขนาดเล็กลงจับกระชับมือดี ปุ่ม Multi-function ครบครัน หน้าจอแสดงผลปรับลวดลายกราฟฟิกใหม่ดูตื่นตาตื่นใจมากขึ้น เป็นจอสีแบบ 3 มิติขนาด 7 นิ้ว สีสันสวยงามมองเห็นข้อมูลต่างๆ ชัดเจน ระบบเครื่องเสียงและการเชื่อมต่ออุปกรณ์ภายนอกจัดมาให้เต็มที่ หน้าจอเครื่องเสียงแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว และไม่ตกเทรนด์ด้วยการรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto เบาะนั่งมีการปรับรูปทรงทั้งด้านหน้า และด้านหลัง (รุ่น 4 ประตู) ให้ดูสปอร์ต และนั่งสบายมากยิ่งขึ้น แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเบาะนั่งของรุ่นที่แล้วนั่งสบายกว่า

จอสีแบบ 3 มิติขนาด 7 นิ้ว

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่ได้รับการปรับปรุ่งแล้วดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมแบบชัดเจนคือ ความเงียบภายในห้องโดยสารที่เงียบขึ้นเยอะ ตั้งแต่จอดสตาร์ทเครื่องจนถึงการขับบนทางเรียบๆ เสียงรบกวนน่ารำคาญจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลถูกขจัดออกไปได้อย่างสิ้นซาก ซึ่งได้รับข้อมูลมาว่ากระจกบานหน้า และกระจกหน้าต่างด้านข้างคู่หน้าใช้เป็นแบบ Noise-Reducing Acoustic Glass ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก แต่ตัวผมเองคิดว่าน่าจะมาจากการทำงานของเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตรตัวใหม่นี้ที่นิ่งและมีเสียงเบาลงด้วยเช่นกัน

อีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ถึงความแตกต่างจากรุ่นที่แล้วก็คือ การทำงานของช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลขึ้น ช่วยให้การขับในเมืองสบายขึ้นเยอะ ไม่ดีดเด้งเหมือนคู่แข่งบางยี่ห้อ ซึ่งจากการถามไปยังเพื่อนสนิทใน Nissan ก็ได้ความว่ามีการเปลี่ยนทั้งคอยล์สปริงของช่วงล่างด้านหน้า และสปริงแผ่น (แหนบ) ของช่วงล่างด้านหลัง ให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้ทำให้รถมีอาการย้วยแต่อย่างใด ยังคงขับด้วยความมั่นใจเหมือนเดิม และยังได้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่ามีการปรับในส่วนของแร็คพวงมาลัยรวมถึงอัตราทดให้มีความคมกระชับและขับสบายมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในความเร็วต่ำที่น้ำหนักพวงมาลัยเบาลง จึงช่วยให้การขับในที่แคบหรือถอยจอดทำได้สบายมากขึ้น ซึ่งการถอยจอดหรือขับเข้าไปในที่แคบนั้นเป็นเรื่องขนมเลยครับสำหรับ Navara เพราะมีระบบช่วยเหลือมายิ่งกว่าครบ ทั้งกล้องมองภาพรอบทิศทาง AVM ระบบเตือนวัตถุเคลื่อนไหวรอบคัน MOD และระบบตรวจจับวัตถุด้านหลังขณะถอย RCTA

รถคันนี้เป็นรถที่ขับสบายสำหรับการขับเดินทางยาวๆ กำลังเครื่องยนต์มีมาให้ใช้ทุกย่านความเร็ว การเร่งแซงทำได้ทันใจรู้สึกได้เลยว่าแรงบิดเหลือเฟือ และมันน่าแปลกใจตรงที่ทำไมรู้สึกว่ากำลังเครื่องดีกว่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรตัวที่แล้ว ทั้งๆ ที่แรงม้า และแรงบิดเท่ากัน หนึ่งน่าจะมาจากการที่เครื่องยนต์ 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ตัวนี้แรงบิดสูงสุดมาในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำกว่า ส่วนสอง การใช้เทอร์โบคู่น่าจะส่งผลต่อการเรียกกำลังที่ดีขึ้นตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำและให้แรงดึงต่อเนื่อง ซึ่งพอมาจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด เลยเป็นอะไรที่ลงตัวสุดๆ และยังมั่นใจเรื่องความปลอดภัยขณะเดินทางด้วยระบบช่วยเหลืออย่างเช่น ระบบเตือนจุดอับสายตา IBSI ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW และระบบควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทาง ILI  

มาถึงบททดสอบในรูปแบบ Off-Road พอรับทราบเส้นทางที่จะขับแล้ว พูดได้อย่างเดียวว่า ถ้ารถไม่แน่จริงไม่รอด สำหรับใครที่เคยผ่านเส้นทางการขึ้นไปสู่ยอดเขาระเบิด จ.ชลบุรี จะรู้ดีว่ามันเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งความชัน และสภาพเส้นทางที่พื้นเป็นดินต่างระดับชนิดที่ว่ายิ่งกว่าทางเกวียน ที่สำคัญฝนเพิ่งตกไปเมื่อวันก่อน! เพื่อความปลอดภัย ผมปรับระบบขับเคลื่อนไปที่ 4H ซึ่งทำการหมุนสวิตช์ง่ายๆภายในรถขณะขับได้เลย (เส้นทางจากกรุงเทพฯ ขับมาในโหมดขับเคลื่อนล้อหลัง 2WD) ยิ่งขับทางก็ยิ่งโหดขึ้นไปเรื่อยๆ มีทั้งเนินสูง ร่องทางลึกๆ หินก้อนใหญ่ๆ บางจังหวะเป็นทางเอียงแทบจะขับตะแคงก็มี แต่รถมันก็ไปของมันได้ เรื่องกำลังของเครื่องยนต์ไม่ต้องพูดถึง พอเสียยิ่งกว่าพอ ต้องให้เครดิตการมีแรงบิดสูงในรอบเครื่องยนต์ต่ำ เพราะการขับขึ้นทางชันๆ หรือขึ้นจากหลุมหรือร่องทางลึกๆ แทบไม่ต้องใช้คันเร่งเยอะ แรงม้ามีให้ใช้เพียงพอ บวกกับระบบช่วยเหลืออย่างเช่น ระบบล็อกเฟืองท้ายไฟฟ้า Electronic Rear Locking Differential หรือ Brake Limited Slip Differential (B-LSD) ที่เป็นระบบป้องกันการลื่นไถลโดยเอา ABS มาช่วย ยิ่งทำให้ตัวรถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเป็นแนวตรง ไม่ต้องเหนื่อยกับการแก้อาการไถลไปมา หรืออย่างจังหวะที่ต้องหยุดรอรถคันหน้าระหว่างขึ้นเนินชัน Hill Start Assist ก็มาช่วยตรงนี้ได้เยอะ ซึ่งนอกจากจะออกตัวแบบไม่ต้องกังวลว่ารถจะไหลแล้ว แรงบิดจากเครื่องยนต์ก็พารถขึ้นเนินไปได้โดยง่าย ซึ่งก่อนจะไปถึงยอดเขาเส้นทางมีความชันค่อนข้างมาจนต้องปรับระบบขับเคลื่อนไปที่ 4L ไม่งั้นไปไม่ถึงแน่ ระยะทางในช่วงขึ้นเขาอาจแค่ 4 กม. แต่บอกได้เลยว่าโหดจัดครับ

ส่วนอุปกรณ์ที่ไม่คิดว่าจะได้ใช้ในช่วงของการขับแบบ Off-Road อย่างกล้องมองภาพรอบทิศทาง ก็เกิดประโยชน์มากในช่วงของการขับในทางแคบแบบพอดีคัน ซึ่งโอกาสที่ล้อข้างใดข้างหนึ่งจะตกลงไหล่ทางเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่พอกดปุ่ม Camera ที่หน้าจอเครื่องเสียง ภาพที่ปรากฏขึ้นก็ทำให้สามารถกะระยะได้ง่ายขึ้นมาก หลังจากขึ้นสู่ยอดเขาระเบิดเป็นที่เรียบร้อย ขาลงผมยังคงได้ใช้ระบบต่างๆ ของรถเหมือนขาขึ้นอย่างครบถ้วน แต่จะมีเพิ่มเติมตรงที่หลายๆ จุดต้องกดปุ่ม HDC (Hill Descent Control) ช่วย เนื่องจากเป็นทางลงเนินที่ค่อนข้างชันและลื่น การใช้เบรกแบบปกติทั่วไปอาจส่งผลถึงความร้อนของเบรกที่สะสมมากเกินไปบวกกับน้ำหนักการเหยียบเบรกถ้าทำได้ไม่เหมาะสม ตัวรถก็อาจลื่นไถลลงมาได้ ซึ่งการให้ระบบ HDC เข้ามาช่วย ตัวรถจะชะลอความเร็วโดยการทำงานของ ABS โดยอัตโนมัติโดยผู้ขับเพียงแค่ควบคุมพวงมาลัยไปในทิศทางที่ต้องการเท่านั้นเอง เท้าไม่ต้องเหยียบคันเร่งและเบรกแต่อย่างใด ลองนึกสภาพว่าถ้ารถที่ขับมาครั้งนี้เป็นปิกอัพรุ่นเก่าที่ไม่มีระบบดังกล่าวมาช่วยเลย ผมคงต้องขุดสารพัดทักษะมาใช้ แล้วจะปลอดภัยอย่างวันนี้รึเปล่าก็ไม่รู้

ขากลับเข้ากรุงเทพฯ ผมคุยกับบัดดี้ที่นั่งไปด้วยกัน และสลับกันขับว่า Nissan Navara ที่เราขับกันวันนี้สอบผ่านในทุกๆเรื่อง ทั้งการขับใช้งานบนถนนทั่วไป และการขับแบบสมบุกสมบัน ซึ่งตรงนี้อยากบอกว่าถ้าคุณซื้อรถปิกอัพขับเคลื่อน 4 ล้อมาใช้ทั้งที หาโอกาสดีๆ ไปลองขับแบบนี้ดูสักครั้ง แล้วคุณจะรักรถของคุณขึ้นมาอีกเยอะ ครั้งนี้ผมว่า Nissan ทำการบ้านในเรื่องการปรับปรุงรถรุ่นนี้มาดีพอสมควร แต่การขึ้นสังเวียนครั้งนี้ดูจะช้าไปหน่อย เพราะคู่แข่งหลายๆค่ายเขาชกกันไปหลายยกแล้ว แต่อย่างที่พี่มอสเคยบอกไว้ “มาช้ายังดีกว่าไม่มา” แล้วถ้าถามผมนะ ถ้าจะเล่นทั้งที จัด PRO-4X ไปเลย ถึงออพชั่นความสบายบางอย่างมันจะหายไป แต่ลุคภายนอกที่ได้ไม่แพ้ใครแน่นอน