by Carzanova Team Nat
Hits: 191

รีวิว!! All-New BT-50 Double Cab 1.9 SP HI-RACER MT ปิกอัพดีไซน์หรู แต่ต้องดูให้เหมาะกับการใช้งาน

กลับมาเจอกับเจ้า All-New Mazda BT-50 อีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้ ได้มีโอกาสทดลองขับแบบชิมลางในสนามทดสอบ แต่ครั้งนี้เราได้มาทดสอบบนเส้นทางถนนจริงๆ กับเส้นทางการขับขี่ทางยาวๆ กว่า 350 กม. กรุงเทพฯ-ราชบุรี กับลักษณะเส้นทางที่ได้ลองสมรรถนะการขับที่หลากหลายรูปแบบ

All-New BT-50 Double Cab 1.9 SP HI-RACER MT

All-New Mazda BT-50 ทันทีที่เห็นรูปร่างหน้าตา มันดูแหวกแนวไปจากรถปิกอัพที่ขายในตลาดเมืองไทย โดยดูตามทรงแล้วก็จัดว่าเป็นปิกอัพที่มีหน้าตาหรูหรา ต่างจากคู่แข่งแบรนด์อื่นที่แข่งกันให้ดูโหด ดูดุดัน ดูบึกบึน พูดง่ายๆ ถ้าเห็นแค่หัวรถ All-New Mazda BT-50 โดยที่ไม่เห็นลำตัวอาจเข้าใจว่าเป็น SUV หรูพี่น้องร่วมค่ายอย่าง CX-8 เลยก็ว่าได้ ซึ่งก็คงเป็นไปตามคอนเซ็ปต์ของรถคันนี้ที่จะหรูก็ดีจะลุยก็ได้ รวมไปถึงเรื่องของอุปกรณ์ภายนอกที่ติดตั้งมาให้ก็เป็นมาตรฐานเดียวกับรถเก๋งหรูๆ เลยที่เดียวอย่างเช่น ไฟหน้า LED Projector ที่ให้มาตั้งแต่เกรดล่างสุดอย่างรรุ่น Standard Cab หรืออย่างสีภายนอกที่มีให้เลือกมากมาย และบางสียังเป็นโทนเดียวที่ใช้กับรถเก๋งหรือ SUV ของค่ายด้วย อย่างคันที่ผมได้ขับเดินทางในครั้งนี้ก็เป็นสีเทา Concrete Gray ที่ถือว่ากำลังอินเทรนด์สุดๆ ในหมู่รถซิ่งวัยรุ่น

 ไฟหน้าแบบ LED Projector

เอาล่ะหลังจากพูดภาพรวมๆ ไปแล้ว คราวนี้เรามาโฟกันถึงรุ่นที่ผมได้ขับในครั้งนี้ซึ่งรุ่น Double Cab 1.9 SP HI-RACER รุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ซึ่งเป็นรุ่นย่อยตัวรองท็อปของรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ จึงมีมาให้ค่อนข้างจุใจ โดดเข้ามานั่งในตำแหน่งผู้ขับ ฟิลมันดูไม่ค่อยเหมือนขับรถปิกอัพซักเท่าไหร่ คือถ้าไม่มองกระจกหลังหรือหันไปเห็นกระบะท้าย นึกว่าขับรถเอสยูวีอยู่ ทั้งการออกแบบและวัสดุที่ใช้ เอากันตั้งแต่พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์หรูหราพร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นควบคุมสั่งงานระบบต่างๆ ทั้งเครื่องเสียง การแสดงผลที่หน้าจอ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว และระบบล็อคความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control และใครจะไปคิดว่าแผงด้านบนแดชบอร์ดรถปิกอัพตัวนี้มันจะมีการหุ้มหนังนุ่มๆ เดินด้ายเย็บหรูๆ มาให้ด้วย อันนี้เรียกความหรูออกมาได้อย่างโดดเด่น

ภายในห้องโดยสาร

ขณะที่เบาะนั่งรุ่นนี้เป็นแบบหุ้มหนังสีน้ำตาล ฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลัง กระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง บริเวณเหนือศีรษะโอ่โถงชนิดที่ว่าเพื่อนร่วมทางของผมที่สูง 180 ซม. ยังมีที่เหลือสบายๆ เลยครับ และที่สำคัญไม่ว่าจะสูงจะเตี้ยจะอ้วนจะผอม สามารถขึ้นมาบนรถคันนี้ได้อย่างสะดวกง่ายดายด้วยมือจับโหนขึ้นรถที่มีให้ทั้ง 4 ตำแหน่งคนนั่ง พร้อมด้วยประตูที่เปิดได้กว้างมากทั้งประตูหน้าและประตูหลัง

เบาะนั่งหุ้มหนังสีน้ำตาล

เราเริ่มออกเดินทางด้วยการกดปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ ปรับตำแหน่งเบาะนั่งจนเหมาะสม พวงมาลัยปรับ 4 ทิศทางช่วยให้เข้ากับสรีระที่แตกต่างของผู้ขับแต่ละคนได้ดี ระบบปรับอากาศของคันที่ผมขับนี้เป็นแบบอัตโนมัติแยกซ้าย-ขวาอิสระ Dual Zone สำรวจปุ่มสวิทช์ต่างๆ มีอะไรให้เล่นเยอะพอตัว ที่แน่ๆ มีปุ่ม HDC ช่วยชะลอความเร็วลงทางลาดชัน นั่นหมายความว่ารถคันนี้ก็ต้องมีระบบ HLA ช่วยออกตัวบนทางลาดชัน มาให้ด้วย ง่ายเลยทีนี้สำหรับการออกตัวบนเนินชันสำหรับรถเกียร์ธรรมดาที่ไม่ต้องอาศัยวิชาเท้าขวาว่องไวอีกต่อไป

ระบบเครื่องเสียง...ไม่ใช่สิ เดี๋ยวนี้ต้องเรียกว่า Infotainment รุ่นนี้มาเต็ม มีให้ตั้งแต่จอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ความละเอียดสูง WXGA อะไรที่ต้องใช้มีมาให้หมดทั้งระบบนำทาง Navigation system เชื่อมต่อบลูทูธได้ รอบรับ Apple CarPlay® และ Android Auto รวมถึงการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink ที่เสมือนเอาหน้าจอสมาร์ทโฟนขึ้นมาไว้ที่หน้าจอ 9 นิ้ว ที่สำคัญระบบเสียงของรถคันนี้ไม่ได้ถูกละเลยแต่อย่างใด เพราะมากับลำโพงถึง 8 ตัว ซึ่งมีติดตั้งอยู่บนเพดานเหนือศีรษะผู้โดยสารตอนหน้า 2 ตัว เพื่อความชัดเจนของเสียงมีเพิ่มขึ้น นี่ผมขับรถปิกอัพอยู่หรือนี่!!

 ปุ่มปรับเบาะฝั่งคนขับแบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบดันหลัง

มาที่สัมผัสแรกของการขับคือเรื่องความเงียบภายในห้องโดยสาร ตั้งแต่จอดสตาร์ทเครื่องอยู่กับที่ ในรอบเดินเบา เสียงเครื่องยนต์เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก (รุ่นท็อปที่ลงท้ายชื่อรุ่นด้วยรหัส SP ของทั้งเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมทได้) ทั้งนี้ได้รับข้อมูลมาว่ามีการติดตั้งโฟมเข้าไปภายในเสาแต่ละต้นเพื่อช่วยดูดซับเสียงจากแผงประตูรวมถึงพรมปูพื้นและฉนวนผลิตขึ้นเป็นชิ้นเดียว จึงช่วยดูดซับเสียงได้ดีมาก น้ำหนักคลัทช์นุ่มนวล เหยียบคลัทช์+เข้าเกียร์ง่าย ช่วงการขับในเมืองที่จราจรหนาแน่นไม่มีความรู้สึกว่าเมื่อยล้าเข่าซ้ายจากการที่ต้องเหยียบคลัทช์บ่อยๆ แรงบิดในรอบต่ำของเครื่องยนต์ค่อนข้างดีการออกตัวจึงทำได้ง่าย เปลี่ยนขึ้นเกียร์ 2 ,3, 4,…ได้ในรอบเครื่องต่ำ ก็ช่วยประหยัดน้ำมันไปได้ทางหนึ่ง การขับในเมืองได้ความมั่นใจมากขึ้นจากระบบ ABSM เตือนจุดอับสายตาซึ่งจะเป็นไฟสัญลักษณ์สีเหลืองกระพริบอยู่ที่มุมกระจกมองข้างเมื่อมีวัตถุเข้ามาใกล้ ส่วนการถอยก็ไม่ต้องกังวลด้วยรูปร่างเทอะทะของปิกอัพเนื่องจากคันนี้ติดตั้งระบบ RCTA เตือนรถในจุดอับสายตาขณะถอยมาด้วย การขับขี่ในเมืองโดยรวมจึงถือว่าน่าประทับใจ ก็เป็นรถที่ขับสบาย ทัศนวิสัยดี ระบบช่วยเหลือพร้อม เครื่องเสียงดี เบาะนั่งสบายมากด้วยการออกแบบรูปทรงเบาะ และยังได้ข้อมูลมาด้วยว่าพนักพิงหลังของเบาะคู่หน้าทำมาจาก Memory Foam ซึ่งเป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นรองรับหลังที่ต่างกันของคนนั่งแต่ละคนได้เป็นอย่างดี

เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร

ระบบกันสะเทือนในความเร็วต่ำถึงปานกลางบนถนนเรียบทำได้ค่อนข้างดี ตัวรถนิ่ง แต่หากเป็นพื้นผิวขรุขระจะรู้สึกได้ว่าจังหวะการดีดเด้งของโช้คอัพ+สปริงมีมากไปหน่อย จึงรู้สึกว่ามันหนึบแน่นแต่ไม่นุ่มนวลเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม ถ้าขับเข้าโค้งถนนพื้นผิวเรียบที่ความเร็วค่อนข้างสูง ตัวรถค่อนข้างนิ่ง แต่ก็อย่าประมาทอย่างที่ผมเตือนทุกครั้งว่าช่วงล่างรถปิกอัพก็คือปิกอัพ จะให้มาเกาะหนึบแน่นเหมือนรถเก๋งหรือเอสยูวีคงไม่ได้ เพราะพื้นฐานช่วงล่างมันต่างกัน ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวังที่มากขึ้นด้วย โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกถนนลื่น ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง    

เอาล่ะ หลังจากผ่านเส้นทางในเมือง คราวนี้มาสู่ถนนนอกเมือง ที่เป็นเส้นทางเปิดโล่งให้ได้ลองอัตราเร่ง ซึ่งผมก็พยายามขับให้เหมือนกำลังเร่งรีบจะไปที่ใดสักแห่ง เริ่มจากเกียร์ 6 ที่ความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. ลองเปลี่ยนเกียร์ลงมาที่เกียร์ 5 เพื่อลองกำลังแรงบิดเครื่องยนต์ และการส่งกำลังของเกียร์ ป๊าดดดดด!! ปรากฏว่ามันไม่พอที่จะส่งกำลังได้ตามต่อความต้องการ เล่นเอาผมต้องชิฟท์ดาวน์ลงมาที่เกียร์ 4 ถึงจะได้เห็นพละกำลัง ทำให้ผมได้รู้นิสัยของเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตรตัวนี้ว่า ถ้าจะเร่งแซงแบบฉับพลันต้องเกียร์ลงถึง 2 เกียร์ รวมไปถึงเมื่อไล่ความเร็วไปถึงรอบที่ต้องเปลี่ยนเกียร์ ต้องใช้ทักษะความเร็วการเข้าเกียร์แบบนักแข่งที่ใช้ความไวมากซักหน่อย เพื่อไม่ให้รอบหล่นลงมาเร็ว และต้องไล่รอบขึ้นไปใหม่ เพียงเท่านี้เราก็จะได้อัตราเร่งตามที่ต้องการ สำหรับรุ่นเกียร์นี้ มีสิ่งที่ผมชอบก็คือ มีตัวเลขบอกตำแหน่งเกียร์ขึ้นให้ที่หน้าจอ TFT ให้เห็นได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ไม่สับสนกับการเปลี่ยนเกียร์ ซึ่งถือเป็นการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ได้ดี

หลังจากได้ลองขับทางยาวๆ คราวนี้มาเข้าสู่เมืองราชบุรี ที่มีเส้นทางคดเคี้ยว ถนนสวนเลน ที่มีทั้งทางเรียบ ทางขรุขระ และถนนที่กำลังก่อสร้าง รวมถึงมีจังหวะขึ้น-ลงเนินเป็นระยะ ปิกอัพ 4 ประตูยกสูงเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร เทอร์โบ 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 2 ล้อหลังคันนี้ ไม่เหมาะอย่างยิ่ง สำหรับพวกเท้าหนัก เร่งแซงทีเดียว 3 คันรวด หรือใช้เพื่อการบรรทุกที่มีของหนักมาเต็มกระบะท้าย เพราะเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร ไม่อาจสนองสิ่งเหล่านั้นได้ หรือไม่ก็ต้องเข้าใจจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่แม่นจริงๆ เนื่องจากการเร่งแซงดังกล่าวถ้าใช้เกียร์ไม่ถูกต้อง กำลังของรถจะหายไปดื้อๆ และการเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นถ้ารอบเครื่องไม่สูงพอ อาการเหี่ยวมาให้เห็นทันที ผมไม่ได้ว่าเครื่องตัวนี้ไม่ดี แต่มันไม่เหมาะกับการขับแบบดุดันทำเวลา หรือใช้เพื่อการบรรทุกหนัก ซึ่งถ้าโจทย์การใช้งานของคุณเป็นแบบนั้น เลือกรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เทอร์โบ 190 แรงม้า ไปดีกว่าครับ อย่างน้อยแรงบิดที่ 450 นิวตันเมตร ก็มีมาให้ใช้ตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ที่ 1,600 รอบ/นาที ไม่ต้องมาลุ้นอะไรกันมากเวลาแซงแบบกระชั้นชิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมีสักกี่คนที่ซื้อรถปิกอัพ 4 ประตูยกสูงไปขนของเยอะๆ บ่อยๆ และที่สำคัญรถปิกอัพยกสูงก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อใช้ความเร็วสูงมากๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะยี่ห้อไหนก็เถอะครับ

สรุปปิดท้ายสำหรับ All-New BT-50 Double Cab 1.9 SP HI-RACER MT มีจุดเด่นในเรื่องความสบายของเบาะนั่ง ความกว้างขวางภายในห้องโดยสาร อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ เรียกว่าเทียบเท่ารถเก๋งหรือ SUV หรูๆ คันหนึ่งเลย ส่วนเรื่องพละกำลังก็แล้วแต่ความเหมาะสมในการใช้งาน ถ้าคุณเป็นคนใช้งานทั่วไปแทบไม่เคยใช้กระบะท้ายขนของเยอะๆ เน้นลุคที่แข็งแกร่งบึกบึน หน้าตาไม่ซ้ำใคร ลุยน้ำได้สูงกว่ารถทั่วไป (Mazda เคลมว่าสามารถขับลุยน้ำได้สูงถึง 800 มม.) และไม่ได้เท้าหนักอะไรมาก รุ่นที่มากับเครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตรเทอร์โบ ก็เพียงพอต่อโจทย์นี้ แต่ถ้าอยากเผื่อไว้สักหน่อย All-New Mazda BT-50 ก็มีเครื่องยนต์ดีเซล 3.0ลิตร เทอร์โบรอให้เลือกอยู่แล้วครับ