by Carzanova Team Nat
Hits: 224

รีวิว!! MG HS PHEV ซื้อได้ ใช้งานดี เทคโนโลยีเพียบ

MG HS PHEV เอสยูวีรุ่นล่าสุดของเอ็มจี ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานระบบขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งหากมองในตลาดแล้ว ถือเป็นรถปลั๊กอินไฮบริดที่ราคาต่ำที่สุด (1.359 ล้านบาท) ส่วนเรื่องการใช้งาน และสมรรถนะของรถจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวจะรีวิวให้อ่านต่อจากนี้ 

MG HS PHEV ขับเคลื่อนด้วยระบบ Plug-in Hybrid ที่ให้พละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร จากขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ที่ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตันเมตร ขณะที่ระบบเกียร์เป็นแบบ EDU II – 10 Speeds ที่ใช้เวลาเปลี่ยนเกียร์เร็วมากแทบจับความรู้สึกไม่ได้เพียง 0.2 วินาที โดย สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ภายในเวลา 7.5 วินาที มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ถึง 5 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco โหมด EV และโหมด Sport เสริมด้วยปุ่ม Super Sport ที่ติดตั้งเป็นปุ่มสีแดงอยู่บริเวณพวงมาลัย 

เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบขนาด 1.5 ลิตร บวกมอเตอร์ไฟฟ้า

ด้านแบตเตอรี่ที่หลายคนสงสัยมาเป็นแบบไหน ใน MG HS PHEV เป็นแบตเตอรี่ Lithium-Ion แบบ 6 โมดูล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูง โดยมีขนาดใหญ่ถึง 16.6 kWh ทำให้มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการสะสมพลังงานได้มากกว่าจึงวิ่งได้นานขึ้น รวมถึงการทำระยะทางได้มากขึ้น โดยสามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% สูงสุดได้ถึง 67 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามสเปค แต่เท่าที่แม้จะทำได้ไม่เท่าสเปค แต่ก็วิ่งได้ไม่น้อยกว่า 60 กิโลมตร ซึ่งถือว่าได้ระยะทางมากสุดแล้ว ณ ตอนนี้ สำหรับรถปลั๊กอินไฮบริด ที่จำหน่ายในเมืองไทย

 นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีในมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Hairpin Design ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถดึงสมรรถนะของการส่งกำลัง และลดอัตราการสูญเสียพลังงานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมระบบระบายความร้อนแบบ Coolant ซึ่งดีกว่าระบบระบายความร้อนแบบปกติ ทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มความมั่นใจและปลอดภัยในการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก AMERICAN UL2580 และผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน IP67 ในการป้องกันน้ำและฝุ่น

และอีกจุดที่ทำให้ MG HS PHEV วิ่งได้ระยะทางไกลนั้นมาจากระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) ที่หยิบยืมมาจากรถไฟฟ้า MG ZA EV ซึ่งสามารถชาร์จพลังงานกลับไปเก็บได้ในระหว่างการขับขี่ (Regenerative) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ ซึ่งสามารถเลือกได้จากแป้น Paddle Shift หลังพวงมาลัย โดยแป้นบวกก็หน่วงน้อย แต่ถ้าแป้นลบก็หน่วงเยอะ แรกๆ ก็งงๆ กับเจ้าแป้นนี้ว่าแล้วจะมีทำไม ในเมื่อมันไม่ใช้การลดหรือเพิ่มจังหวะของการเปลี่ยนเกียร์ แต่พอใช้ไปซักพัก ก็เริ่มจะคุ้นเหมือนมีเอนจิ้นเบรกมาให้อะไรประมาณนั้น        

 Paddle Shift ที่ใช้เป็นตัวเลือกระดับระบบ KERS

สำหรับฟิลลิ่งการขับขี่ในส่วนของพละกำลัง และการขับเคลื่อนของระบบปลั๊กอินไฮบริดนั้น ต้องถือว่า MG HS PHEV ทำออกมาได้ดีทีเดียว แม้จะมีจังหวะที่เครื่องยนต์ติด เผื่อมาช่วยทำงาน ทำให้แอบสะดุ้งอยู่บ้าง เพราะจากที่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ามาเงียบๆ จู่ๆ ก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นมาทำเอาไม่คุ้นอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสมรรถนะความแรงแล้ว ต้องบอกว่า ขึ้นชื่อว่าเป็นปลั๊กอินไฮบริด แล้วหายห่วง โดยเฉพาะตีนต้น และตีนกลาง ที่เผลอกดคันเร่ง มีแรงดึงให้หลังติดเบาะเเน่นอน

ขณะที่เรื่องของระบบกันสะเทือนของช่วงล่างที่เป็นแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut และช่วงล่างหลังแบบ Multi-link ที่มาพร้อมเหล็กกันโคลงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งได้รับการเซ็ตอัพใหม่ไม่เหมือนตัว HS ธรรมดา เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่มากกว่า แต่เมื่อลองขับแล้ว ถ้าถามถึงเรื่องของความนุ่มนวลตรงนี้ยังไม่ตอบโจทย์เท่าไหร่ โดยเฉพาะถนนเมืองไทยช่วงนี้ ที่ขุด เจาะ ทำกันอยู่เกลื่อนเมือง  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเซ็ตอัพให้เป็นสไตล์สปอร์ต เพราะต้องรองรับความแรงในระดับเกือบ 300 แรงม้า ซึ่งในเรื่องการเกาะถนนช่วงความเร็วสูง ถือว่าผ่าน อาการโยนตัวน้อยเวลาเข้าโค้ง เหลือปรับความคมของพวงมาลัยอีกนิด จะทำให้รถคุมง่าย และขับสนุกมากกว่านี้อีกพอสมควร

ช่วงล่างหลังแบบ Multi-link

ด้านการออกแบบ ไม่ขอพูดมาก เพราะเรื่องนี้เป็นความชอบของแต่ละบุคคล แต่จะสรุปฟีเจอร์เด่นๆ มาให้ โดยภายนอกมีทั้ง ไฟหน้าแบบ LED Projector พร้อมระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ ไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน ไฟท้าย LED Space Light Field ไฟเลี้ยวแบบ Sequential ที่แสดงผลแบบไล่ระดับทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ในสไตล์ Thunder Wing Blade ขนาด 18 นิ้ว

 ไฟหน้าแบบ LED Projector

ส่วนการตกแต่งภายใน ล้ำเลยทีเดียว เพราะมีการใช้สีแบบ 2-Tone Monaco Blue กับตัวรถสีขาว และภายในสีดำ กับตัวรถสีแดง และดำ ด้านวัสดุเป็นแบบ Soft Touch เบาะหนังคู่หน้าแบบ Sport Bucket Seat ตกแต่งด้วยวัสดุ Alcantara เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะนั่งผู้โดยด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง เพิ่มความเป็นส่วนตัวในห้องโดยสารด้วย NVH Luxury Silence Space เพิ่มฟิล์มกันเสียง และแผ่นซับเสียงภายในห้องโดยสาร ที่จะช่วยตัดเสียงรบกวนภายนอกพร้อมหลังคาซันรูฟที่เปิดกว้างแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) บนพื้นที่เกือบ 90% ของพื้นที่หลังคา ขับขี่ด้วยจอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ขนาด 12 นิ้ว และจอควบคุมกลางแบบทัชกรีนขนาด 10 นิ้ว ที่บ่งบอกสถานะ และควบคุมได้ทุกอย่างของรถ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงาน หรือระบบต่างๆ ในตัวรถ 

ภายในห้องโดยสาร

ขณะที่ระบบเครื่องเสียงก็ไม่ธรรมดา เพราะเลือกใช้ BOSE 8.1 Sound System พร้อมสร้างบรรยากาศและสีสันให้กับการขับขี่ด้วย Interactive Ambient Light ที่สามารถปรับเฉดสีได้มากถึง 64 เฉดสี นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกฝั่ง Dual Zone พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะ Smart Key พร้อมปุ่ม Push Start และฝากระโปรงท้ายระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่เชื่อมต่อสื่อสารกับรถด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ขับขี่ด้วย Smart Command ที่สามารถสั่งการระบบผ่านคำสั่งเสียงภาษาไทยหรือควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ผ่านสมาร์ทโฟน พร้อมยกระดับความสมาร์ทเพื่อความปลอดภัยด้วย Emergency Call ซึ่งเป็นระบบโทรหาคนสำคัญอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉินเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน Smart Connect เชื่อมต่อโลกออนไลน์ สามารถเลือกฟังเพลงได้ทั้งรูปแบบออนไลน์และสตรีมมิ่ง ระบบค้นหาร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว พร้อมนำทางและรายงานการจราจรแบบ Real Time รวมทั้งการอ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้อย่างทันเหตุการณ์ และยังสามารถอัพเกรดระบบได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ Smart Check ที่มีระบบ Charging Management ในการตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ การชาร์จไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ และการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้า รวมถึงการตรวจสอบสถานะรถยนต์และเตือนเมื่อมีสถานะผิดปกติ สั่งการล็อคหรือปลดล็อคประตูรถ ค้นหารถด้วยระบบ Find My Car และการเข้าถึงบริการ Passion Service ของเอ็มจี ช่วยค้นหาศูนย์บริการ รวมถึงการบันทึกการดูแลรักษารถตามระยะ ผ่าน MG Mobile Application

ด้านความปลอดภัยมีระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย (Full Space Frame) และระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป Advanced Synchronized Protection System กว่า 25 ระบบ โดยแบ่งออกเป็นระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันก่อนเกิดอุบัติเหตุที่ช่วยทั้งเรื่องระบบเบรก และช่วยรักษาเสถียรภาพในการขับขี่ จำนวน 14 ระบบ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) หรือระบบช่วยควบคุมการ ขับขี่ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จำนวน 11 ระบบ

 

สำหรับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ถือเป็นระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับที่ 2 (Partial Automation) โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

กลุ่มระบบที่ช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากมุมอับสายตา RDA (Rear Drive Assist)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน LCA (Lane Change Assist)

-ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD (Blind Spot Detection)

-ระบบช่วยเตือนขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

-ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู DOW (Door Open Warning)

กลุ่มระบบเตือนและควบคุมให้รถอยู่ในเลน LAS (Lane Assist System)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน LDW (Lane Departure Warning)

-ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถจะออกนอกเลน LDP (Lane Departure Prevention)

-ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKA (Lane Keep Assist)

กลุ่มระบบที่ช่วยในการขับขี่ FDA (Front Drive Assist)

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (Adaptive Cruise Control)

-ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (Traffic Jam Assist)

-ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์คันหน้าในขณะขับขี่ FCW (Forward Collision Warning)

-ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (Intelligent High-Beam Control) 

นอกจากนี้ยังเสริมอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ จุดยึดเบาะนั่งเด็ก ISOFIX ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ (Speed Sensing Door Lock) เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัย 6 จุด กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ (3D Around View Monitor) และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer 

ฝาหลังระบบไฟฟ้า

เป็นไงล่ะครับ สำหรับ MG HS PHEV ฟีเจอร์เพียบขนาดนี้ แถมยังตั้งราคาไว้น่าสนใจ สำหรับใครที่ชอบความอินเทลลิเจนท์ และอยากลองอะไรใหม่ๆ MG HS PHEV ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอยู่เหมือนกันนะครับ

 

เรื่อง : ปรม พวงงาม