by Carzanova Team Nat
Hits: 235

รีวิว!! PORSCHE TAYCAN TURBO รถไฟฟ้าสายพันธุ์สปอร์ต

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อครับ ว่ากระแสรถไฟฟ้าในบ้านเรานั้น เติบโตค่อนข้างไว คนให้ความสนใจกันมาก โดยมีตัวเลขยอดขายสะสมไปแล้วกว่า 2 พันคัน ไม่เว้นแม้แต่ซูเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า ราคาหลายล้านที่นำมารีวิวในครั้งนี้อย่าง Porsche Taycan (ปอร์เช่ ไทคานน์) ตัวเลขยอดขายนั้นได้ยินมาว่ากวาดไปแล้วกว่าร้อยคัน เห็นอย่างนี้แล้ว อยากรู้กันมั้ยครับว่าทำไมเจ้าซูเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าราคาหลายล้านถึงขายดิบขายดีขนาดนี้ ลองไปอ่านรีวิวกันเลยดีกว่าครับ...

Porsche Taycan รถสปอร์ตคันแรกจากปอร์เช่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่น ประกอบด้วย Taycan 4S ซึ่งเป็นตัวสตาร์ทวางราคาเริ่มต้นไว้ที่ 7,100,000 บาท ต่อมาเป็นรุ่น Taycan Turbo ซึ่งเป็นตัวที่เราจะนำมารีวิวในครั้งนี้ ใครที่เห็นตัวหนังสือ Turbo ต่อท้าย อย่าไปคิดว่ารถคันนี้เป็นเครื่องยนต์ใส่เทอร์โบนะครับ เพราะจริงๆ แล้วตัวหนังสือ Turbo ที่ต่อท้ายนั้น เป็นการบ่งบอกถึงเกรดหรือรุ่นย่อยเท่านั้นเอง โดยเจ้า Taycan Turbo วางราคาเริ่มต้นไว้ 9,900,000 บาท และปิดท้ายด้วยตัวท็อปอย่าง Taycan Turbo S ที่วางราคาเริ่มต้นไว้ที่ 11,700,000 บาท

โดยทั้ง 3 รุ่น มีสเปคที่แตกต่างกันคร่าวๆ ตามนี้ คือ Porsche Taycan 4S มีพละกำลังสูงสุด 530 แรงม้า เพิ่มพลังด้วยฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control ให้อัตราเร่งจุดหยุดนิ่งไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.0 วินาที ติดตั้งชุดกักเก็บพลังงาน Performance Battery พิสัยการเดินทางสูงสุดอยู่ที่ 407 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ ทั้งนี้สามารถสั่งติดตั้งชุดกักเก็บพลังงาน Performance Battery Plus เป็นอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเติมได้ในรุ่น Taycan 4S ขยายความจุแบตเตอรี่เป็น 93.4 กิโลวัตต์ ผลที่ได้คือการยกระดับพละกำลังมากขึ้นด้วยแรงม้าสูงสุด 571 แรงม้า พร้อมระยะทาง ที่วิ่งได้สูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 463 กิโลเมตร

ด้าน Porsche Taycan Turbo รุ่นที่เราได้นำมาลองขับครั้งนี้ ให้พละกำลังสูงสุด 625 แรงม้า แต่ถ้าเพิ่มพลังด้วยฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control จะให้พละกำลังสูงสุดถึง 680 แรงม้า ให้อัตราเร่งจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 3.2 วินาที แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 260 กม./ชม. เดินทางได้ระยะทางสูงสุด 450 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ

ตำแหน่งเกียร์ของ Taycan อยู่บริเวณคอนโซลด้านซ้ายของพวงมาลัย 

ปิดท้ายด้วย Taycan Turbo S ที่พกพาพละกำลังสูงสุดกว่า 761 แรงม้า เพิ่มพลังด้วยฟังก์ชัน overboost ทำงานร่วมกับระบบช่วยออกตัว Launch Control ให้อัตราเร่งออกตัวจากจุดหยุดนิ่ง ไปยังระดับความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 2.8 วินาที ซึ่งเป็นสมรรถนะที่เทียบเท่ากับ ปอร์เช่ 911 GT2 RS แรงบิดสูงสุด 1,050 นิวตันเมตร ความเร็วสูงสุดกว่า 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้การเดินทางสูงสุดทำได้ที่ระยะทาง 412 กิโลเมตร เมื่อชาร์จแบตเตอรี่เต็มความจุ ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน Porsche Electric Sport Sound ให้เสียงจากการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์เสริมอารมณ์ดุดัน สไตล์สปอร์ต

เอาล่ะ!! หลังจากพอทราบสเปคของแต่ละเกรดแต่ละรุ่นย่อยกันไปคร่าวๆ แล้ว คราวนี้ก็มาลงลึกกันถึงตัวที่เรานำมาทดลองขับครั้งนี้กันดีกว่า สำหรับ Porsche Taycan Turbo ตัวถังเป็นแบบ 4 ประตูซีดานที่ออกแบบไว้อย่างเรียบหรู ดูคลีนๆ สะอาดตา แต่ยังคง DNA ของปอร์เช่แบบมองปุ๊บก็รู้เลยว่านี่คือปอร์เช่ เริ่มตั้งแต่มุมมองด้านหน้าที่กว้าง และแบนราบ ขนาบด้วยโป่งซุ้มล้อที่โค้งมนสง่างาม ยกระดับรูปทรงโดยรวมให้ปราดเปรียว เฉียบคม ด้วยแนวหลังคาสไตล์สปอร์ตที่เทลาดลงอย่างต่อเนื่องกลมกลืนจรดด้านท้าย แนวตัวถังด้านข้างที่เปี่ยมไปด้วยบุคลิกเฉพาะตัว ให้มุมมองจากห้องโดยสารที่ปลอดโปร่ง แนวโค้งของเสา C-pillar ที่วางตัวผสานกับซุ้มล้อหลัง เป็นหนึ่งเดียวกับสปอยเลอร์ท้ายรถตอกย้ำถึงความทรงพลัง นอกจากนี้ยังเสริมความโดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยรายรอบคัน อาทิ ตราสัญลักษณ์ปอร์เช่ที่สะท้อนประกายสวยงาม หรือ glass-effect Porsche logo ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่รวมอยู่กับแผงไฟ light bar บริเวณท้ายรถ รวมถึงชุดไฟหน้าเป็นแบบ LED Matrix พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System Plus (PDLS Plus) พร้อมกันนี้ในส่วนของชิ้นงานตัวถังที่ผลิตด้วยวัสดุคาร์บอน อาทิ แผ่นปิดธรณีประตู สเกิร์ตข้างดีไซน์สปอร์ต และดิฟฟิวเซอร์หลังทรงลู่ลม ที่ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน Taycan Turbo S ก็สามารถสั่งมาเป็นออปชั่นเสริมได้ด้วยเช่นเดียวกัน

ไฟหน้าเแบบ LED Matrix 

ด้านภายในห้องโดยสารดูเรียบหรู กว่ารุ่นอื่นๆ แต่ก็ได้แรงบันดาลใจจากปอร์เช่ 911 ปี 1963 โดยไฮไลท์อยู่ที่การใช้วัสดุที่ปราศจากการใช้เครื่องหนังเป็นครั้งแรก ชิ้นงานภายในประกอบด้วยนวัตกรรมวัสดุรีไซเคิล ติดตั้งหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 16.9 นิ้ว วางตัวตามแนวโค้งบริเวณส่วนบนของแผงคอนโซล ถัดมาด้านล่าง คือหน้าจอ infotainment ขนาดใหญ่ถึง 10.9 นิ้ว พร้อมหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าเป็นอุปกรณ์ พิเศษติดตั้งเพิ่มเติมวางตัวต่อเนื่องครอบคลุมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันด้วยแผ่นกระจกที่ให้สัมผัสสไตล์ black-panel โดดเด่นด้วยการดีไซน์พื้นห้องโดยสารแบบ “Foot garages” คำนึงถึงตำแหน่งการวางชุดแบตเตอรี่บริเวณพื้นที่วางเท้าของผู้โดยสารตอนหลังเพื่อให้มั่นใจในความสะดวกสบายขณะเดินทาง และเบาะนั่งจะวางตัวในระดับต่ำตามลักษณะเฉพาะตัวของรถสปอร์ตพันธุ์แท้

ภายในห้องโดยสาร

 

มาที่ด้านสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ Porsche Taycan Turbo รุ่นที่เราได้นำมาลองขับครั้งนี้ มีพละกำลังสูงสุดอยู่ที่ 680 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงถึง 2 ชุด โดยชุดแรกรับหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า ส่วนอีกชุดส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง เรียกได้ว่ารถคันนี้ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ all-wheel drive นั่นเอง นวัตกรรมระบบส่งกำลังแบบ two-speed transmission คิดค้นขึ้นโดยปอร์เช่ และได้รับการติดตั้งในชุดขับเคลื่อนล้อหลังซึ่งให้อัตราทดที่ยาวกว่า และการถ่ายทอดพละกำลังที่ต่อเนื่อง อันเป็นคุณสมบัติยอดเยี่ยมที่ได้จากมอเตอร์ซิงโครนัส ด้านชิ้น ส่วนของ Electric Machine ระบบส่งกำลัง และชุดควบคุม Pulse-Controlled Inverter ถูกผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ขนาดที่กะทัดรัด

ระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB)

รูปแบบการทำงาน และโหมดการขับขี่ใน Taycan เป็นไปตามหลักปรัชญาในการออกแบบเดียวกัน กับรถยนต์ปอร์เช่รุ่นอื่นๆ โดยสามารถปรับตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้ตามความเหมาะสมไม่ว่าจะเป็น โหมด Range ที่ต้องการเน้นการขับที่ได้ระยะทางที่มากขึ้น โหมด Normal ซึ่งเป็นโหมดการขับมาตรฐาน โหมด Sport ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่ที่มากขึ้น รวมถึงลดระดับความสูงของตัวถังลงมา และเพิ่มความสปอร์ตของระบบช่วงล่าง โหมด Sport Plus ที่เป็นโหมดที่ปลดปล่อยสมรรถนะขั้นสุด และโหมด Individual ที่ปรับแต่งตามความต้องการของผู้ขับขี่

โดยหลังจากได้ลองขับครบทุกโหมดแล้ว ต้องบอกว่าเรื่องความแรงนั้นไม่ว่าจะเข้าโหมดไหน แรงหมด!! แรงบิดช่วงออกตัวนั้นหายห่วง จนบางจังหวะที่เผลอกดคันเร่งแรง มีอาการเหวอจากแรงกระชากของมอเตอร์ที่ต้องบอกว่าเหมือนจะหยุดการเต้นของหัวใจไปอย่างไงอย่างงั้น ตรงนี้ต้องบอกเลยครับว่าคนที่ยังไม่เคยขับรถไฟฟ้า พยายามทำความคุ้นเคยกับความแรงของมันซะนิดนึงก่อนนะครับ ไม่อย่างนั้นผมว่าอาจจะเป็นอันตรายได้ ส่วนเรื่องของการเกาะถนน การควบคุม เรื่องนี้หายห่วง ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นปอร์เช่ โดยฟิลลิ่งช่วงล่างของเจ้า Taycan Turbo นั้น ถ้าเป็นโหมด Normal ผมว่ามันขับสบายสไตล์ทั่วริ่งแบบ Panamera อย่างไงอย่างงั้น ส่วนถ้าอยากสนุกปรับมาโหมด Sport หรือ Sport+ ฟิลลิ่งนี่อย่างกับขับพวก Boxster หรือ Cayman ประมาณนั้น แต่คงไม่รู้สึกถึงขนาด 911 ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่ดิบมากกว่า

หน้าจอ infotainment ขนาด 10.9 นิ้ว

ส่วนเรื่องระบบเบรกนั้น ในตัว Taycan Turbo นั้น จะเป็นเบรกแบบ Porsche Surface Coated Brake ที่จะเป็นเบรกที่ไม่มีฝุ่นเขม่าเบรก สังเกตเห็นความแตกต่างได้โดยคาลิปเปอร์เบรกจะเป็นสีขาว ซึ่งต่างจากรุ่น Taycan 4S ที่เป็นระบบเบรกธรรมดา และรุ่น Taycan Turbo S ซึ่งก็จะอัพเกรดเพิ่มไปอีกเป็นระบบเบรกเซรามิกน้ำหนักเบา Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) โดยฟิลลิ่งของเบรกนั้นต้องบอกว่าแรกๆ ยังไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่ เพราะกว่าเบรกจะจับนั้นค่อนข้างลึก รวมถึงไม่มีระบบ Engine Brake แบบที่เราคุ้นเคยไว้ช่วยดึงช่วยชะลอ แต่พอใช้ไปซักพักเริ่มคุ้นกับฟิลลิ่งของเบรก คราวนี้บอกได้เลยครับว่าหนึบหนับเอาอยู่แบบไว้ใจได้สุดๆ

มาตรวัดเรือนไมล์ ขนาด 16.9 นิ้ว

ซึ่งโดยสรุปหลังจากได้ลองขับเจ้า Taycan Turbo อยู่ทั้งวัน บอกได้เลยว่า ไม่แปลกใจว่าทำไมรถเค้าถึงขายดี มียอดขายกว่าร้อยคัน ก็มันถึงเวลาแล้วที่จะก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า แต่ตอนนี้ขาดก็แต่การสนับสนุนของรัฐ รวมถึงสถานีชาร์จที่ยังเป็นปัญหา ทั้งที่จริงๆ แล้ว มองยังไงก็มีแต่เรื่องดีๆ ไม่ว่าจะเป็นมลพิษ ที่ทุกวันนี้ฝุ่น PM2.5 ก็ยังเป็นปัญหา สาเหตุหลักก็มาจากรถยนต์เครื่องดีเซล ก็ยังปล่อยให้รถยนต์นั่งใช้เครื่องดีเซล ขายกันโครมๆ แทนที่จะมีไว้แค่ใช้กับรถเพื่อการขนส่งเท่านั้น ... บ่นไปก็เมื่อยปาก เอาเป็นว่าใครที่สนใจเจ้า Porsche Taycan ไปทดลองขับได้ที่โชว์รูมปอร์เช่ ได้เลยคร๊าบบบบ