by Carzanova Team Nat
Hits: 267

First Drive!! All-New Isuzu MU-X หน้าตาดี เซฟตี้มาเต็ม ...

สารภาพตรงๆว่า ตอนที่เห็น PPV (Pick-up Passenger Vehicle) หรือรถยนต์ที่มีพื้นฐานมาจากรถกระบะที่ถูกพัฒนามาเป็นรถยนต์อเนกประสงค์คันแรกของอีซูซุอย่าง MU-7 ไม่ต่างอะไรกับการเดินผ่านหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าตาเท่าไหร่ แต่พอหลังจากนั้น อีซูซุได้ทำการศัลยกรรม PPV ตัวนี้ออกมาใหม่พร้อมชื่อใหม่ว่า MU-X ความรู้สึกแบบที่เคยมีกับ MU-7 ถูกลบออกไปจากใจทันที โดย Isuzu MU-X มีรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดอยากให้เข้าไปรู้จักมากขึ้น และยิ่งมาในโมเดลใหม่นี้ มันดูมีความเลิศหรูกว่าเดิมเสียเหลือเกิน ส่วนสมรรถนะและรายละเอียดของรถอื่นๆ จะเป็นเช่นไร เราไปลองขับพร้อมๆ กันเลย

สำหรับ All-New Isuzu MU-X แม้จะเป็นรถพีพีวี ที่มีพื้นฐานมาจากปิกอัพ D-MAX แต่ดูเหมือนจะเพียงแค่ใช้แชสซีส์เดียวกันเท่านั้น เพราะหากมองที่รูปร่างหน้าตาแล้ว มันดูแตกต่างจาก D-MAX ไปเลย เอาล่ะ!! ถึงเวลาที่เราจะได้สัมผัสเจ้า All-New Isuzu MU-X กันแล้ว แต่ต้องบอกก่อนนะครับว่า การทดสอบครั้งนี้เป็นแบบระยะสั้นพอได้หอมปากหอมคอกับรูปแบบการขับในสนามทดสอบแบบปิด โดยมีสถานียอดฮิตตามแบบฉบับการทดสอบรถให้ได้ทดสอบกันอย่าง การใช้อัตราเร่งในทางตรง การเข้าโค้ง การขับในเส้นทางคดเคี้ยวระยะสั้น แต่ก็มีเพิ่มเติมการสาธิตระบบความปลอดภัยต่างๆ เพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งเกริ่นไว้ก่อนเลยว่า หลายๆ อย่างที่ใส่เข้าไปถือเป็นครั้งแรกของอีซูซุ เลยนะครับ โดยรถที่เราได้สัมผัสและทดลองขับในครั้งนี้เป็นตัวท้อปสุดของรุ่น นั่นก็คือ All-New Isuzu MU-X 3.0 Ultimate 4WD

ตัวถังภายนอกของ All-New Isuzu MU-X หากมองด้วยตาเปล่ารู้สึกว่าเหมือนว่ามีความยาวกว่ารุ่นที่แล้วพอสมควร แต่อันที่จริงพอดูจากข้อมูลมิติตัวรถแล้ว มีความยาวมากกว่ารุ่นเดิมเพียง 25 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างก็กว้างขึ้นเพียง 10 มิลลิเมตร และสูงกว่ารุ่นที่แล้ว 10 มิลลิเมตร ดังนั้นขนาดมิติถัวถังจึงไม่ต่างจากเดิมสักเท่าไหร่ แต่จากข้อมูลในส่วนของฐานล้อนั้นยาวกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร เห็นตัวเลขความต่างระยะฐานล้อแค่นี้มันส่งผลถึงการขับขี่ การทรงตัว และพื้นที่ภายในห้องสารเลยนะครับ

หน้าตาที่ว่าหล่อเหลาขึ้นเป็นกองเริ่มตั้งแต่ดีไซน์ไฟหน้าที่ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นซึ่งไฟหน้าเป็นแบบ LED พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ รวมถึงเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติด้วยเช่นกัน ด้านล่างเป็นไฟตัดหมอกแบบ LED รูปทรงตัวถังมีความโค้งมนมีทรวดทรงองเอว แต่ที่สวยโดดเด่นกว่ารุ่นที่แล้วชัดๆ ผมให้ด้านท้ายที่สวมงามหรูหราหนีความเป็น PPV ไปมากพอสมควร รุ่นท้อปคันนี้ใช้ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้วมาพร้อมกับยางขนาด 265/50 R20 (รุ่นเริ่มต้นใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว) โดยที่ลวดลายของล้อก็เสริมบุคลิกของรถให้ดูหรูหราดีเหลือเกิน มือจับประตูด้านหน้ามีปุ่มเล็กๆ ให้รู้ว่าคันนี้มาพร้อมระบบกุญแจแบบ Keyless และที่สำคัญรถคันนี้สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยกุญรีโมตอีกด้วย ท้ายรถนอกจากความสวยงามแล้ว ยังเพิ่มความสะดวกสบายด้วยประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า

ดีไซน์ภายในหรูหราประเภทรถเก๋งซีดานบางคันในระดับราคาใกล้เคียงกันมีอาย แม้ว่าวัสดุอาจไม่ใช่ระดับพรีเมียม แต่ด้วยการออกแบบและการเลือกใช้สีตกแต่งภายใน ก็ช่วยให้ทุกอย่างดูดี เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์ที่มีเนื้อสัมผัสไม่เลว ขนาดใหญ่นั่งสบายไม่อึดอัด เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8  ทิศทาง ส่วนของผู้โดยสารด้านข้างปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พวงมาลัยพร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่นควบคุมระบบต่างๆ รูปร่างหน้าตาปุ่มเป็นแบบเรียบสไตล์ยุโรป วงพวงมาลัยหุ้มหนังจับกระชับมือ ที่สำคัญมี Paddle Shift ให้เสียด้วย

ภายในห้องโดยสารดูหรูหราขึ้นมาก

ด้านความบันเทิงมาพร้อมหน้าจอเครื่องเสียงขนาด 9 นิ้วแบบสัมผัส และเมื่อเปิดลิ้นชักเก็บของฝั่งคนนั่งก็ได้พบกับเครื่องเล่น DVD ที่แอบซ่อนอยู่ในนั้น กระจกมองหลังเป็นแบบตัดแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศภายในห้องโดยสารเป็นแบบอิสระแยกซ้าย-ขวาแผงควบคุมดูสวยงามเรียบหรู มาถึงเบาะนั่งแถวที่ 2 พบความผิดหวังเล็กน้อยตรงที่ไม่สามารถปรับเลื่อนเดินหน้า-ถอยหลังได้ ดีที่ว่ามีบริเวณพื้นที่วางเท้าค่อนข้างกว้างเลยชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปได้ แต่ผมชอบตรงที่มีหูจับให้โหนขึ้นรถสำหรับผู้โดยสารแถว 2 แหงนขึ้นบนหลังคามีช่องแอร์เพิ่มเติมสำหรับผู้สารแถว 2 นี้ด้วย

หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 9 นิ้วแบบสัมผัส

หันมองลงมาด้านล่างที่ด้านหลังของพนักวางแขนตรงกลาง พบกับช่องเสียบชาร์จ USB 2 ช่อง พร้อมด้วยรูปเสียบปลั๊กไฟ 220V เอาว่าถ้างานเสร็จไม่ทันแล้วรถติดจัดก็จอดรถข้างทางเสียบปลั๊กคอมพิวเตอร์นั่งทำงานในรถกันไปได้เลย เซอร์ไพร์สต่อมาคือเบาะนั่งแถว 3 ที่นั่งสบายเกินคาด คือถ้าถามว่านั่งสบายเท่าเบาะแถว 2 เลยมั้ย? ตอบเลยว่าไม่ แต่ถือเป็นรถ PPV ที่มีเบาะนั่งแถว 3 ที่เข้า-ออกง่าย บริเวณที่วางเท้าของผู้โดยสารแถว 3 ลักษณะเป็นหลุมลึกลงไป เมื่อเข้าไปนั่งจึงไม่เกิดอาการ “เข่าชนคาง” และที่สำคัญพนักพิงหลังเบาะแถว 3 สามารถปรับระดับเอนได้ จึงไม่ต้องนั่งหลังตรงเป็นทหารเกณฑ์นั่งขัดฉากก่อนรับประทานอาหารกลางวันเหมือนเบาะนั่งแถว 3 ในรถบางคัน และยังเย็นสบายด้วยช่องแอร์ที่เพดานหลังคา โดยรวมของภายในห้องโดยสารน่าจะสร้างความประทับใจให้ทั้งผู้ขับและผู้โดยสารเป็นอย่างดี ถ้าไม่นับคุณภาพวัสดุบางอย่างที่สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีกหน่อย

ด้านสมมรรถนะการขับขี่ ก่อนอื่น All-New Isuzu MU-X มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 ขนาดคือ ดีเซล คอมมอนเรล 1.9 ลิตร เทอร์โบ กับ ดีเซล คอมมอนเรล 3.0 ลิตร เทอร์โบ ซึ่งถ้าเป็นรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.9 ลิตร ทั้งแรงม้า และแรงบิดจะเท่ากันกับในรุ่นที่แล้วคือ 150 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร แต่เราได้รับข้อมูลจากทาง Isuzu ว่าเป็นเครื่องยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ที่ถูกปรับจูนให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วดีขึ้นกว่าเดิม ระบบเกียร์นในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.9 ลิตรมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง

เครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล 3.0 ลิตร เทอร์โบ 

แต่อย่างที่กล่าวไว้ตอนแรกว่าคันที่เราได้ทดลองเป็นรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่รหัสใหม่ มีทั้งแรงม้า และแรงบิดที่สูงกว่าเดิม อยู่ที่ 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 450 นิวตันเมตร แต่จะใช้ระบบส่งกำลังแบบเดียวคือ อัตโนมัติ 6 สปีด มีทั้งขับเคลื่อนล้อหลัง และขับเคลื่อน 4 ล้อ 4WD โดยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจะมีเฉพาะในรุ่นท็อปที่เราทดลองขับกันเท่านั้น การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งด้วยวิธีการเหยียบคันเร่งค่อนข้างลึกเพื่อเรียกอัตราเร่ง รถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าแบบเรียบๆ ซึ่งถ้าหากต้องการการออกตัวแบบกระชากรวดเร็วปรู๊ดปร๊าดคงผิดหวัง แต่ถ้าชอบแบบดึงยาวๆ แบบไต่ระดับความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อนมากนักอันนี้ตอบโจทย์

สิ่งที่สัมผัสได้อย่างแรกขณะขับขี่คือ ความนุ่มนวลของรถที่ตั้งใจเซ็ตระบบช่างล่างมาเพื่อการนี้ หากชอบความนุ่มนวลทั้งผู้ขับและผู้โดยสารก็น่าจะถูกใจไม่น้อย แต่ในความถูกใจนั้นต้องแลกด้วยบางจังหวะที่หากเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็วหรือเข้าโค้งแคบรถก็จะมีอาการโยนอยู่พอสมควร การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารทำได้ดีทีเดียว เสียงเครื่องยนต์ดีเซลมีเล็ดลอดเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่ได้สร้างความรำคาญแต่อย่างใด มีโอกาสได้ลองเปลี่ยนมานั่งที่เบาะนั่งแถง 2 ก็รู้สึกว่านุ่มนวลไม่ดีดเด้งเหมือน PPV ในอดีต แต่ก็อดนึกไม่ได้ว่าความนุ่มนวลแบบนี้ถ้านั่งในเมืองระยะทางสั้นก็คงรู้สึกสบายดี แต่ว่าถ้าเป็นการนั่งระยะทางยาวๆ อย่างการออกต่างจังหวัดซึ่งเพิ่มความเร็วขณะขับขี่ ความนุ่มนวลที่ว่านี้มันจะเลยเถิดพาให้เวียนหัวหรือไม่ แต่ทาง Isuzu ก็ยืนยันมาว่า ระบบช่วงล่างด้านหลังที่ใช้เป็นแบบ 5-Link และการใช้คอยล์สปริง (สปริงขด) ได้ถูกปรับมาให้เหมาะกับฐานล้อ (Wheelbase) ที่กว้างขึ้นของรถคันนี้แล้ว อันนี้ยังไม่อยากฟันธงนะครับ ต้องได้ลองนั่งทางยาวๆ ดูก่อน ส่วนเรื่องระบบขับเคลื่อนในการทดลองขับครั้งนี้ส่วนใหญ่จะปรับไปที่โหมดขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง แต่จะมีบางจังหวะที่ลองหมุนปุ่ม Shift on the fly หน้าตาดีมีสกุลไปที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4H บ้าง แต่ก็ยังไม่ได้สัมผัสอะไรเท่าไหร่นักเนื่องด้วยรูปแบบการทดสอบที่เน้นการขับบนถนนทั่วไปเป็นหลัก ช่วงจอดรอการเข้าสถานี เหลือบไปเห็นปุ่มปรับระบบต่างๆบริเวณคอนโซลเกียร์ นับว่าให้มาครบตามสมัยนิยมที่รถ PPV พึงมี ที่ขาดไม่ได้ก็คือ เบรกมือแบบไฟฟ้า และ Auto Hold ที่คนกรุงเทพฯ ถวิลหากันเหลือเกิน  

ระบบความปลอดภัยของ All-New Isuzu MU-X เรียกเสียง ว้าว! ได้ไม่น้อย เพราะนับว่าเป็นครั้งแรกที่อีซูซุจัดมาเต็มที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ระบบพื้นฐานทั่วไปผมคงไม่ต้องพูดถึงเพราะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ถือเป็นไฮไลท์สำคัญคือ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) ซึ่งมีระบบที่น่าสนใจมากอย่างเช่น ระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้า Forward Collision Warning (FCW) ซึ่งทำงานต่อเนื่องไปกับระบบเบรกอัตโนมัติ Autonomous Emergency Braking (AEB) ตามมาด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Full Speed Range Adaptive Cruise Control พร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go ควบคุมความเร็วตั้งแต่ 0 กม./ชม.

นั่นหมายความว่าหากคุณตั้งระบบล็อคความเร็วไว้เท่าไหร่ก็ตาม แล้วรถคันหน้าขับช้ากว่า ความเร็วรถคุณจะปรับลงมาเท่ากับรถคันหน้าโดยสามารถตั้งระยะห่างจากรถคันหน้าได้ 3 ระดับ ตั้งแต่ 30 แมตร 45 เมตร และสูงสุด 60 เมตร และหากรถคันหน้าชะลอความเร็วลงจนถึงหยุดนิ่ง ระบบดังกล่าวจะควบคุมรถคุณให้ชะลอและหยุดนิ่งตามไปด้วย ที่สำคัญเมื่อรถคันหน้าออกตัวเคลื่อนที่ไปข้างหน้า รถคุณก็จะออกตัวตามไปด้วยเช่นกันโดยรักษาระยะห่างตามที่ตั้งเอาไว้

ซึ่งระบบดังกล่าวเหมาะมากสำหรับการขับทางไกลช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้มากขึ้น อีก 1 ระบบความปลอดภัยที่น่าจะมาช่วยป้องกันความผิดพลาดแบบคาดไม่ถึงก็คือ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด Pedal Misacceleration Mitigation System (PMM) อธิบายง่ายๆ คือ อย่างในกรณีที่กำลังเลื่อนรถเข้าจอดในช่องจอด (เอาหน้าเข้า) หากรถเข้าใกล้รั้ว กำแพง หรือวัตถุบางอย่าง แล้วผู้ขับพลาดไปเหยียบคันเร่งอีก เครื่องยนต์จะถูกตัดการทำงานทันทีเพื่อไม่ให้เกิดการชน นอกนั้นก็เป็นระบบยอดฮิตอย่าง ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา Blind Spot Monitoring (BSM) ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert (RCTA) และระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน Lane Departure Warning (LDW)

ทั้งหมดนี้ถ้าถามว่าน่าสนใจหรือไม่? น่าสนใจครับ คุ้มค่ากับราคารุ่นท็อปที่ 1,579,000 บาทหรือไม่? อันนี้ต้องตอบว่าคุ้มค่าแน่นอนถ้าคุณต้องการซื้อรถคันนี้ไปเป็นรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ เดินทางได้พร้อมกัน 7 คนแบบไปเรื่อยๆ ไม่เน้นอัตราเร่งที่จัดจ้านทันใจ ช่วงล่างนุ่มนวล รูปลักษณ์ภายนอกดูดี ภายในดีไซน์สวยหรูหรากว้างขวาง ระบบความปลอดภัยมาครบๆ แต่ถ้าคุณต้องการรถที่ขับสนุก เร่งแซงปรู๊ดปร๊าด สาดโค้งไม่ยกคันเร่ง หรืออะไรที่มากไปกว่านี้ อาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้นอีกหน่อย แต่ก็ไม่แน่ พอไปเปรียบเทียบข้อดี-ข้อด้อยกับคู่แข่งแล้ว คุณอาจกลับมาที่ All-New Isuzu MU-X คันนี้อีกครั้งพร้อมวางเงินจองก็ได้ …

All-New Isuzu MU-X มีรุ่นย่อยทั้งหมด7 รุ่นได้แก่

1.9 Active AT 2WD ราคา 1,109,000 บาท

1.9 Luxury MT 2WD ราคา 1,254,000 บาท

1.9 Luxury AT 2WD ราคา 1,304,000 บาท

1.9 Elegant AT 2WD ราคา 1,349,000 บาท

1.9 Ultimate AT 2WD ราคา 1,434,000 บาท

3.0 Ultimate AT 2WD ราคา 1,479,000 บาท

3.0 Ultimate AT 4WD ราคา 1,579,000 บาท