by Carzanova Team Nat
Hits: 269

รีวิว!! Suzuki Swift GL MAX Edition สปอร์ตเร้าใจกับชุดแต่งใหม่

พื้นฐานรูปร่างหน้าตาของ Suzuki Swift ถือได้ว่าสปอร์ตโฉบเฉี่ยวอยู่แล้ว ล่าสุดได้เปิดตัว Suzuki Swift GL MAX Edition ที่มาพร้อมกับชุดแต่งใหม่รอบคัน ให้มุมมองที่โดดเด่น สปอร์ต โฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม พร้อมกันนี้ยังได้จัดกิจกรรมทดลองขับในรูปแบบของการขับในสนาม เพื่อพิสูจน์ศักยภาพความเป็นรถเล็กที่รองรับรูปแบบการขับขี่ได้ทั้งแบบใช้งานทั่วไป และการขับขี่แบบสปอร์ตเร้าใจ

Suzuki Swift GL MAX Edition 

Suzuki Swift GL MAX Edition ใช้พื้นฐานจากรุ่น GL มาทำการเพิ่มเติมชุดแต่งภายนอกรอบคัน ประกอบไปด้วย สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง ขอบซุ้มล้อสีดำ สติ๊กเกอร์ตกแต่งลวดลายรอบคัน สเกิร์ตหลัง สปอยเลอร์หลัง และเสาอากาศแบบครีบฉลาม โดยชิ้นส่วนดังกล่าวผลิตขึ้นจากวัสดุคุณภาพสูงประกอบเข้ากับรถอย่างประณีตลงตัว ช่วยเพิ่มมุมมองที่แตกต่างและดูสปอร์ตมากยิ่งขึ้น ส่วนภายในห้องโดยสารยังคงมาตรฐานเดิมในรุ่น GL โดยจะเป็นการตกแต่งด้วยโทนสีดำ เบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตนั่งสบายและยังกระชับด้วยปีกทรงสูง ช่วยโอบลำตัวได้ดีในขณะเข้าโค้งหรือขับในเส้นทางที่คดเคี้ยว พื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบาย พนักพิงเบาะหลังสามารถพับแยกได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระด้านท้าย พวงมาลัยรูปทรงสปอร์ตจับกระชับมือพร้อมปุ่มมัลติฟังก์ชั่น จอหน้าปัดแบบอานาล็อคทรงกลมทั้งมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ และมาตรวัดความเร็ว พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล

สเกิร์ตหน้า

รูปแบบการทดลองขับครั้งนี้เป็นการดึงประสิทธิภาพของรถออกมา โดยเฉพาะเรื่องของการบังคับควบคุม และความคล่องตัว เนื่องจากเป็นสนามที่ค่อนข้างแคบ และยังมีไพลอนบีบบังคับให้ขับยากเข้าไปอีก ซึ่งสวิฟท์ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร ใช้ระบบหัวฉีดแบบ Multipoint Injection ให้กำลังสูงสุด 83 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 108 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ให้การออกตัวที่ถือว่าทันใจ จากเร่งรอบสูง ตามสไตล์การขับในสนาม ซึ่งเป็นการออกตัวด้วยการเหยียบคันเร่งลงลึกกว่าการขับขี่แบบทั่วไปก็เรียกแรงบิดออกมาได้รวดเร็วพอสมควร แต่ด้วยความที่ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT เลยอาจได้ความรู้สึกเหมือนจะอืดไปบ้าง แต่ขอเน้นย้ำว่า “มันเป็นความรู้สึกเท่านั้น” เพราะเข็มความเร็วก็กวาดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะให้ทันใจเท่ากับพวกเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ อันนั้นคงไม่ใช่

เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร

และที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนอีกสิ่งหนึ่งคือ ความเงียบภายในห้องโดยสาร เพราะถึงแม้จะใช้อัตราเร่งค่อนข้างสูง แต่เสียงเครื่องยนต์ก็เข้ามาในรถไม่มากเท่าไหร่ การขับหลบหลีกไพลอนที่วางระยะห่างค่อนข้างชิดทำได้ดี และสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลของระบบช่วงล่างรวมถึงบาลานซ์น้ำหนักของรถที่มีการโยนตัวของรถไม่มากจนเกินไป ทั้งการออกตัวจากโค้งบ่อยครั้ง และการเบรกลึกเพื่อเข้าโค้งแคบ การถ่ายเทน้ำหนักเรียกได้ว่าช่วยให้การควบคุมรถทำได้ไม่ยาก ซึ่งล้อและยางที่ใช้เป็นขนาด 175 / 65 R15 ถือเป็นยางหน้าแคบที่เหมาะการขับใช้งานบนถนนทั่วไป ให้ความนุ่มนวลระหว่างขับขี่และยังช่วยให้พวงมาลัยเบาขับในเมืองสบาย แต่สำหรับการขับในสนามแบบนี้ยางไซส์นี้ต้องรับภาระหนักกว่าที่เคย ตรงจุดนี้ถ้าระบบช่วงล่างและบาลานซ์ของรถไม่ดีการควบคุมจะยากมากซึ่งไม่ใช่ในรถคันนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องให้เครดิตคือดีไซน์ของรถที่มีระยะห่างฐานล้อซ้าย-ขวาที่ค่อนข้างกว้าง (1,530 มม. ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง) จึงทำให้การทรงในขณะเลี้ยวหรือเข้าโค้งทำได้ดีมีความเกาะถนนเสียการทรงตัวยาก (ถ้าไม่ขับโอแวอร์เกินไป) พวงมาลัยให้ความแม่นยำในการควบคุมไปซ้าย-ขวาได้ดั่งใจ โดยเฉพาะจุดที่ต้องกลับรถแบบ “Three-point turn” ก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วและง่าย รวมถึงทัศนวิสัยมุมมองด้านหลังก็อยู่ในเกณฑ์ดีช่วยให้ถอยไม่ชนไพลอนที่วางขวางไว้ อีกอย่างที่ช่วยให้การขับและควบคุมรถคันนี้ง่ายขึ้นในแทร็คก็คือ ระบบควบคุมสเถียรภาพการทรงตัว ESP และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TCS ที่ทำงานอย่างทันทีเมื่อรถเริ่มเสียการทรงตัว ลดอาการลื่นไถลเมื่อต้องเลี้ยวด้วยความเร็วสูง ซึ่งเราได้สัมผัสเรื่องนี้อย่างชัดเจนเนื่องจากขณะขับมีฝนตกลงมาทำให้พื้นผิวสนามค่อนข้างลื่น ดังนั้นถ้าใครเข้าใจว่าการกดสวิตช์ยกเลิกระบบควบคุมการทรงตัวจะช่วยให้ไปได้เร็วขึ้น คิดใหม่ครับ

ภายในห้องโดยสาร

โดยรวมแล้วสมรรถนะการขับขี่ของ Suzuki Swift ใหม่ ในรูปแบบการขับขี่ในแทร็คแบบแคบที่เต็มไปด้วยโค้งเล็กๆ รวมถึงการต้องใช้คันเร่งและเบรกค่อนข้างหนัก ถือว่าน่าพอใจครับ รูปแบบการขับแบบนี้เป็นตัวบ่งบอกได้ดีว่ารถที่ขับมี Handling หรือประสิทธิภาพการควบคุมเป็นอย่างไร ซึ่งคันนี้ถือว่าผ่าน ติดนิดเดียวตรงทัศนวิสัยด้านหน้าที่เสา A-Pillar บดบังสบายตาเล็กน้อยในขณะเลี้ยว โดยถ้าพูดกันถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน Suzuki Swift เป็นรถที่คล่องตัวมากๆ คันหนึ่ง โดยเฉพาะการขับใช้งานในเมืองที่เต็มไปด้วยรูปแบบที่หลากหลายทั้งการใช้ความเร็วบนทางด่วน ในจราจรที่ติดขัดที่ต้องเปลี่ยนเลนกันถี่ยิบ การออกตัว การเบรก การขับเข้าที่แคบ หรือการที่ต้องกลับรถในบริเวณที่จำกัด รถคันนี้น่าจะตอบโจทย์เหล่านั้นได้ดีเลยทีเดียวครับ