by Carzanova Team Nat
Hits: 423

รีวิวฉบับเต็ม!! MAZDA MX-5 RF 6MT FACELIFT โรดสเตอร์ไซส์กะทัดรัด สมรรถนะผ่าน รายละเอียดบางอย่างต้องปรับปรุง

โรดสเตอร์ระดับตำนาน Mazda MX-5 เจนเนอเรชั่นที่ 4 (ND) ได้เวลาแต่งหน้าทาปากใหม่ หลังจากเมื่อปีที่แล้วได้เปิดตัวรุ่นฉลองครบรอบ 30 ปี กับตัวถังสีส้มบาดใจ ส่วนการปรับโฉมครั้งนี้ (MY 2020) มีจุดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ 6 จุด ไล่เรียงไปตั้งแต่ 1. สีภายนอกใหม่ ที่นำเอาสีเทาใหม่ Polymetal Gray มาแทนสีขาว Ceramic Metallic 2. เปลี่ยนเบาะนั่งเป็นหนังแบบ Perforated รวมถึงอุปกรณ์ในห้องโดยสารที่เป็นหนังใส่รายละเอียดด้วยการใช้ด้ายสีเทาเดินตะเข็บ 3. เปลี่ยนคิ้วบันไดกันรอยเป็นสเตนเลส จากเดิมที่เป็นสีตัวถัง 4. กุญแจรีโมท เปลี่ยนเป็นแบบเจนเนเรชั่นใหม่ 5. เพิ่มระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance โดยได้รับการอัพเกรดให้สามารถตรวจจับวัตถุได้มากขึ้น รวมถึงสามารถตรวจจับคนเดินถนนได้ด้วย 6. เครื่องเล่น CD ถอดออกตามยุคสมัย ให้มาใช้งาน Apple CarPlay พร้อม Mazda Connect โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display ขนาด 7 นิ้ว และที่สำคัญราคาจำหน่ายได้ปรับเพิ่มจากเดิมราคา 2,890,000 บาท เป็น 2,905,000 บาท

MAZDA MX-5

โดยถ้าพูดถึงรูปร่างหน้าตา ต้องบอกว่าโรดสเตอร์ MX-5 ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ไม่ว่าจะเป็นเจนฯ ไหนๆ และยิ่งครั้งนี้ มากับตัวถังสีใหม่ Polymetal Gray ซึ่งกำลังได้รับความนิยม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ขับไปที่ไหนก็มีแต่คนเหลียวมอง บวกกับการเลือกใช้ล้อล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สีดำเมทัลลิค ยิ่งขับให้ตัวรถดูสปอร์ตโดดเด่นเพิ่มขึ้นไปอีก จะตินิดก็ตรงเสาอากาศด้านหลังที่สูงโด่ขึ้นมาเหนือตัวรถมากไป มองแล้วยังรู้สึกขัดๆ ไปตาไปสักหน่อย แต่โดยรวมแล้ว ต้องบอกว่าโอเค

ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว

ก้าวเข้ามาที่ภายในห้องโดยสารที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ MX-5 คือต้องกะทัดรัด พอดีตัว ไม่มีเบาะนั่งด้านหลัง แม้กระทั่ง Dog Seat ก็ไม่มีให้เห็น โดยในส่วนของเบาะนั่งได้ถูกเปลี่ยนใหม่เป็นหนังแบบ Perforated ดูสปอร์ต และนั่งกระชับขึ้น มีระบบไฟฟ้าไว้ปรับตำแหน่งเบาะ ด้านอุปกรณ์ภายในห้องโดยสารอื่นๆ ที่เป็นในส่วนของหนังได้ใส่รายละเอียดเพิ่มเติมด้วยการใช้ด้ายสีเทาเดินตะเข็บ ดูเป็นสปอร์ตหรูสไตล์ยุโรป

ภายในห้องโดยสาร

ขยับมาที่เรื่องของหลังคาในรุ่นนี้เป็นหลังคาแข็งเปิดประทุนด้วยระบบไฟฟ้า เพียงกดสวิตช์หลังคาก็จะเปิด-ปิดเองอัตโนมัติ โดยเมื่อหลังคาเปิดออกจะไม่ได้โล่งออกทั้งหมด แต่จะเป็นสไตล์เดียวกับ Porsche Targa ที่มีหลังคาโรลล์บาร์ป้องกันเอาไว้เพื่อความปลอดภัย

สวิตช์หเปิดลังคาด้วยระบบไฟฟ้า

ด้านระบบความบันเทิงในส่วนของเครื่องเสียง ได้ถูกถอดเอาเครื่องเล่น CD ออก เพราะมองว่ายุคนี้ไม่มีใครใช้แผ่น CD กันแล้ว ทุกคนมีมือถือก็ต่อพ่วงเข้ากับ Mazda Connect ก็สามารถฟังเพลงออนไลน์เพลงไหนได้หมด ดูทันสมัย และเหมาะกับรถคันนี้ ที่ไม่ควรเปลืองพื้นที่ไปกับสิ่งไม่จำเป็น

Mazda Connect

หากมองจุดที่น่าปรับปรุงในส่วนของห้องโดยสารก็ยังมี อย่างกล้องมองหลังก็น่าจะมีมาให้ พวงมาลัยก็น่าจะใช้แบบตูดตัดเพื่อความสะดวกในการเข้า-ออกของคนขับ รวมถึงกระจกไฟฟ้า ที่มีระบบเปิดอัตโนมัติแบบวันทัช แต่ตอนปิดกับไม่มีมาให้ต้องใช้อัตโนมืองัดค้างเอาไว้ และยิ่งคันนี้เป็นเกียร์ธรรมดาด้วยแล้ว เวลาจ่ายค่าทางด่วนเสร็จ มือขวาก็ต้องปิดกระจก มือซ้ายก็ต้องเข้าเกียร์ดูวุ่นดีแท้ และอีกจุดคือเรื่องเสียงของลมที่เข้าห้องโดยสารมากไปหน่อย เวลาขับที่ความเร็วสูงตั้งแต่ 140 กม./ชม. ซึ่งความเร็วนี้อาจเป็นความเร็วที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด แต่ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางครั้งเวลาเร่งแซงในช่วงถนนที่เป็นเลนสวนอาจต้องใช้ความเร็วถึงระดับนี้

Center Display ขนาด 7 นิ้ว 

มาถึงเรื่องสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ MX-5 ใหม่ เรื่องพละกำลัง รถโรดสเตอร์ส่วนใหญ่ จะไม่เน้นความแรงอะไรมากมายอยู่แล้ว เน้นขับสนุกแฝงความสบาย อย่าง MX-5 ก็เช่นเดียวกัน เครื่องยนต์ที่จัดมาให้เป็นขุมพลังพลังเบนซิน SKYACTIV-G 4 สูบ 2.0 ลิตร ไม่มีเทอร์โบ กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 184 แรงม้าที่ 7,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที โดยคันนี้เป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ส่งกำลังลงสู่ล้อหลัง

เครื่องยนต์เบนซิน SKYACTIV-G 4 สูบ 2.0 ลิตร

ซึ่งจากที่ได้ทดลองขับ ต้องบอกว่า MX-5 ขุมพลังไม่ได้แรงกระชากใจ แต่มันกลมกล่อมกำลังดี กลมกล่อมยังไงเหรอครับ ผมอธิบายอย่างนี้ก็แล้วกัน เอากันตั้งแต่ตอนออกตัว ถ้าไม่ซ่าเร่งรอบไว้สูงมาก     ๆ พละกำลังมันถูกถ่ายลงสู่พื้นที่แบบพอดิบพอดี ไม่มีฟรีทิ้ง ให้เปลืองยางเล่น เอาง่ายๆ คือมันไม่แรงเกินตัว แต่มันแรงแบบพอดิบพอดี ส่วนเรื่องอัตราเร่งทั้งต้น กลาง ปลาย แรงม้าที่ให้ไว้ 184 ตัว กับแรงบิด 205 นิวตัน-เมตร เพียงพอครับ เพราะด้วยน้ำหนักตัวที่ไม่มาก บวกกับเป็นเกียร์ธรรมดาที่สามารถเล่นรอบได้ ทำเอาขับสนุกเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ยังมีข้อดีอีกเรื่องคือการประหยัดน้ำมัน เอาเป็นว่าขับแบบโหดๆ ตัวเลขบริโภคน้ำมันยังอยู่ระดับ 14 กม./ลิตร ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะน้ำหนักตัวที่เบา การออกแบบแอโรไดนามิกส์ที่ดี และที่สำคัญลืมไม่ได้คือเทคโนโลยี SkyActiv ที่อยู่ใน MX-5 ใหม่ นั่นเอง

นอกจากนี้ในส่วนของเกียร์ธรรมดาหรือที่เราเรียกติดปากกันว่าเกียร์กระปุกนั้น ใน MX-5 ใหม่ ออกแบบช่วงเกียร์แต่ละเกียร์มาให้สั้น เข้าได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาลากคันเกียร์ยาวๆ เวลาจะเปลี่ยนเกียร์แต่ละที รวมไปถึงฟิลลิ่งในการเข้าก็นุ่มนวลแต่หนักแน่น ให้ความมั่นใจในจังหวะการเข้าเกียร์เร็วๆ ได้เป็นอย่างดี เรียกว่าถ้าใครเป็นนักขับสายลงสนามแข่ง ต้องชอบฟิลลิ่งเกียร์กระปุกของ MX-5 อย่างแน่นนอน

ส่วนเรื่องของการควบคุม ตรงนี้เป็นอีกจุดที่ผมว่า MX-5 ทำได้กลมกล่อมลงตัวดี โดยในส่วนของพวงมาลัยที่เป็นแบบ Rack-Pinion พร้อมพาวเวอร์ช่วยผ่อนแรง น้ำหนักอาจจะหนักมือไปนิด แต่ให้การควบคุมดี ขณะที่ช่วงล่างซึ่งด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับด้านหลังแบบอิสระมัลติลิ้งค์ ที่ผนวกกับการเลือกใช้ยางขนาด 205/45 R17 มันกำลังดี คือสามารถใช้งานได้ทุกวัน ไม่แข็งสะดุ้งสะเทือนมากจนเกินไป แต่ก็ให้ฟิลลิ่งการเกาะถนนที่ดี รวมไปถึงระดับความสูงของใต้ท้องรถ ก็ไม่เตี้ยมาก จนทำให้ขับไปไหนมาไหนยาก โดยเฉพาะเมืองไทยช่วงนี้ ที่ขับไปเส้นไหนก็เจอที่ถนนกำลังทำ ขืนใต้ท้องเตี้ยคงขับลำบากแย่

นอกจากนี้ในส่วนของระบบขับเคลื่อนที่เป็นแบบขับเคลื่อนล้อหลัง ยิ่งให้ฟิลลิ่งในการขับที่สนุกขึ้น เพราะโดยส่วนตัวไม่ค่อยชอบรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหน้าเท่าไหร่ เพราะจะเกิดอาการ Understeer หรือหน้าดื้อได้ง่าย เวลาเข้าโค้งเร็วๆ แรงๆ แต่พอเป็นขับเคลื่อนล้อหลัง อาการ Understeer จะไม่ค่อยมี แต่ต้องระวังอาการ Oversteer (ท้ายปัด) หน่อย เพราะตัวนี้ท้ายรถก็สั้นด้วย แต่ก็เชื่อว่าคนขับรถสปอร์ต หรือรถโรดสเตอร์ น่าจะชอบอาการอย่างหลังมากกว่า เพราะมันให้ฟิลลิ่งการขับที่สนุกได้อารมณ์ และให้ความท้าทายที่มากกว่า

ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง 

ในขณะที่เรื่องระบบความปลอดภัย MX-5 ใหม่ ได้เพิ่มระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance โดยได้รับการอัพเกรดให้สามารถตรวจจับวัตถุได้มากขึ้น รวมถึงสามารถตรวจจับคนเดินถนนได้ด้วย นอกจากนี้ยังมี ถุงลมนิรภัยด้านข้างและด้านหน้า 2 คู่ และระบบสัญญานเตือนกันขโมย พร้อมมอบเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมอันครบครันให้แก่ผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบความปลอดภัยสุดล้ำ i-ACTIVSENSE ที่ได้รับการคิดค้นและพัฒนาเพื่อความปลอดภัยและลดความเสี่ยงเมื่อเผชิญเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน ทำให้สามารถคาดการณ์และส่งสัญญานเตือนผู้ขับขี่ให้เพิ่มความระมัดระวังยิ่งขึ้น ได้แก่ ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน (LDWS) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติแบบ Advance (Advanced SCBS) ระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SCBS-R ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยเตือนเมื่อเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (DAA) และระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control)

ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตา

ปิดท้ายกันที่เรื่องของราคา ซึ่ง MAZDA MX-5 RF 6MT FACELIFT ตั้งราคาไว้ที่ 2.905 ล้านบาท เท่ากับตัวเกียร์อัตโนมัติ โดยส่วนตัวมองว่าราคาค่อนข้างสูงไปนิด ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าเกินจากเป็นรถนำเข้า ภาษีก็เลยสูงสักหน่อย แค่หากเอาไปเทียบกับโรดสเตอร์จากฝั่งยุโรปอย่างค่าย 4 ห่วงแล้ว ราคามันดูเข้าใกล้ไปนิด ทำให้ตัดสินใจยาก หากทำราคาได้อยู่ในช่วง 2.5 ล้านบาท เชื่อว่า MAZDA MX-5 คงขายกระจายกว่านี้อย่างแน่นอน!!