by Carzanova Team Nat
Hits: 1214

MITSUBISHI XPANDER CROSS เติมความสูง เพิ่มสไตล์

 

รถซับคอมแพค เอสยูวี 7 ที่นั่ง กำลังมาแรงในตอนนี้ Mitsubishi Xpander Cross ถือเป็นหนึ่งในรถที่ติดกระแสด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยความเป็นรถอเนกประสงค์ แถมยังเติมชุดแต่ง เพิ่มความสูงของตัวรถ ให้กลายเป็นรถสไตล์เอสยูวีที่กำลังได้รับความนิยม บวกกับราคาที่ตั้งไว้น่าสนใจ 8.99 แสนบาท และทั้งหมดนี้ทำให้เราต้องจับเอาเจ้า Xpander Cross มาทำการรีวิวในครั้งนี้

 

MITSUBISHI XPANDER CROSS 

Mitsubishi Xpander Cross เป็นรถนำเข้าทั้งคันมาจากประเทศอินโดนีเซีย โดยได้เปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทยเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แม้ตอนเปิดตัวจะดูกระแสไม่ค่อยแรงเท่าไหร่นัก เพราะด้วยสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดงานเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ในช่วงมอเตอร์โชว์ที่เพิ่งปิดฉากไป ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเจ้า Xpander Cross ได้รับความนิยมเพียงใด คนที่เดินเข้าบูทส่วนใหญ่ ก็ไปรุมกันอยู่ที่รถคันนี้ จนทำให้เราแปลกใจ แล้วต้องหยิบเอารถคันนี้ขึ้นมารีวิว

สำหรับ Xpander Cross ใช้พื้นฐานเดียวกับ Xpander รุ่นปกติ แต่ได้มีการเสริมเติมชุดแต่ง รวมถึงช็อคอัพและสปริงที่ถูกอัพเกรดเข้าไป ส่งผลให้มีมิติตัวถังที่ยาวขึ้น กว้างขึ้น และสูงขึ้น จากเดิมยาว 4,475 มิลลิเมตร ก็เป็น 4,500 มิลลิเมตร กว้าง 1,750 มิลลิเมตร เป็น 1,800 มิลลิเมตร และสูง 1,700 มิลลิเมตร ก็เป็น 1,750 มิลลิเมตร ขณะระยะ Ground Clearance 205 มิลลิเมตร ก็สูงขึ้นเป็น 225 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อ และความกว้างช่วงล้อซ้ายขวา ทั้งด้านหน้าและหลังยังคงเดิมที่ 2,775 มิลลิเมตร และคู่หน้า 1,520 มิลลิเมตร คู่หลัง 1,510 มิลลิเมตร ตามลำดับ

 

โดยในส่วนของภายนอก มีอะไรที่ปรับเพิ่มไปจาก Xpander รุ่นปกติ พอสมควร ตั้งแต่ เปลี่ยนไฟหน้าเป็นแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ LED, เปลี่ยนไฟตัดหมอกคู่หน้าเป็นแบบ LED, เปลี่ยนกระจังหน้าเป็นแบบ Cross Design, เพิ่มการ์ดกันชนล่างหน้าและคิ้วซุ้มล้อ และกันกระแทกประตูสีดำ, เพิ่ม Rack Roof, เปลี่ยนคิ้วเหนือป้ายทะเบียนเป็นสีดำเงา Black Gloss, เปลี่ยน เสาอากาศ เป็นแบบครีบฉลาม Shark Fin และเปลี่ยนล้อแม็กอัลลอยเป็นขนาด 17 นิ้ว พร้อมดีไซน์ใหม่ สีทูโทน และยาง ขนาด 225/50 R17

 

ขณะที่ภายในห้องโดยสาร แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากเดิม ยกเว้นโทนสี อย่างแผงหน้าปัด จากเดิมสีดำ ก็ถูกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เบาะนั่งเปลี่ยนสีวัสดุหุ้มใหม่เป็นทูโทน แต่ยังคงยกโครงมาจาก Xpander รุ่นปกติ ที่ยังไม่มีระบบปรับไฟฟ้ามาให้ เข็มขัดนิรภัยเบาะนั่งคู่หน้าเป็นแบบ ELR 3 จุด แบบดึงรั้งกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ แต่น่าเสียดายที่ปรับระดับสูง – ต่ำไม่ได้ ดีหน่อยตรงที่เบาะนั่งคนขับยังพอยกระดับความสูง-ต่ำได้ เลยช่วยไม่ให้บาดคอไปได้เยอะ รวมไปถึงพนักวางแขนตรงกลางก็ยังไม่มีมาให้ในตัว Cross นี้ ส่วนเบาะนั่งด้านหลัง แถว 2 ยังคงเหมือนรุ่นปกติ แบ่งพับได้ 60:40 ปรับเลื่อนขึ้นหน้า – ถอยหลังได้ ส่วนแถว 3 แบ่งออกเป็น ซ้าย – ขวา 50:50 เท่ากัน ส่วนความกว้างยังคงยืนยันว่า สำหรับแถวนี้เหมาะสำหรับเด็กตัวเล็กๆ ที่จะเข้าไปนั่งเท่านั้น ขืนเอาผู้ใหญ่เข้าไปนั่งมีหวังออกมาเส้นยึดเอาง่ายๆ

ภายในห้องโดยสาร

ส่วนระบบเครื่องเสียงในรถ เป็นของ SONY ที่มีช่องเสียบ USB เชื่อมการทำงานกับโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Bluetooth  ที่ควบคุมการทำงานผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ สี แบบ Touch Screen ขนาด 6.2 นิ้ว และ Remote Control พร้อมลำโพง 6 ชิ้น รวมทั้ง ทวิตเตอร์ ที่เสาหลังคาคู่หน้า เรื่องของคุณภาพเสียงนั้น ก็พอฟังได้ แต่ก็ไม่ได้ดีอะไรมากมาย ตามสไตล์รถจากอินโดฯ แต่ที่ชอบคือเรื่องระบบแอร์ ที่แยกฝั่งด้านหน้า และด้านหลังมาให้ แม้จะไม่ใช่ระบบอัตโนมัติแยกอิสระซ้ายขวาในส่วนของผู้โดยสารตอนหน้า แต่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังรับรองเย็นทันใจแน่ เพราะมีการวางตำแหน่งแอร์ไว้บนเพดาน

 

Touch Screen ขนาด 6.2 นิ้ว

มาถึงเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง สำหรับ Xpander Cross ยังคงใช้ขุมพลังบล็อกเดิม รหัส 4A91 แบบเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,499 ซีซี กระบอกสูบ x ระยะช่วงชัก : 75.0 x 84.8 มิลลิเมตร อัตราส่วนกำลังอัด 10.0 : 1 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC (Mitsubishi Innovative Valve Timing Electronic Control System) ให้กำลังสูงสุดเท่าเดิม คือ 105 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตันเมตร (14.38 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันสูงสุดได้ถึงระดับ Gasohol E20 ส่วนระบบส่งกำลังก็ยังเป็นเกียร์ลูกเดิม อัตโนมัติ 4 จังหวะ แบบ Torque Converter กับระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งถ้าถามถึงพละกำลังนั้น ต้องบอกว่าแค่พอกับการใช้งาน ส่วนคำถามที่ว่าพอใส่ยางใหญ่ขึ้น แล้วตีนต้นอืดขึ้นมั้ย ตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าอืดขึ้น แต่ไม่มากเท่าไหร่ เอาเป็นว่าถ้าไม่ขับเทียบกันแบบลงจากคันนี้ แล้วขึ้นไปขับอีกคันนึงทันที ก็คงแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง แต่หากถามเรื่องอัตราสิ้นเปลืองแล้ว อันนี้เห็นได้ชัด ว่าค่อนข้างจะซดน้ำมันกว่าตัวธรรมดาพอสมควร โดยได้ลองวิ่งเฉลี่ยทั้งในเมืองนอกเมือง ทั้งรถติดและไม่ติด ตัวเลขความประหยัดอยู่ที่ประมาณ 9 กม./ลิตร เท่านั้นเอง ซึ่งก็ถือว่ากินอยู่พอสมควร

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,499 ซีซี 

ส่วนเรื่องของระบบรองรับ ช่วงล่างของ Xpander Cross ยังคงใช้ด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัต ส่วนด้านหลังเป็นแบบทอร์ชันบีม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เนื่องการมีการยกระดับความสูงให้มากขึ้น จึงต้องการเปลี่ยนชุดช็อคอัพ และสปริงใหม่ ซึ่งก็อย่างที่บอกว่า มีความสูง Ground Clearance เพิ่มขึ้นอีก 20 มิลลิเมตร ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ฟิลลิ่งของช่วงล่างหลังยกขึ้นแล้วรู้สึกว่านุ่มนวลขึ้นสำหรับการวิ่งถนนเรียบๆ แต่หากวิ่งถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือขึ้นเนินลูกระนาด จับอาการได้ว่า ช่วงล่างหลังทำงานไม่ค่อยสัมพันธ์ระหว่าง ช็อคอัพ กับสปริง ซึ่งความรู้สึกมันเหมือนทั้งช็อคและสปริง มันพยายามจะคืนตัวเร็วทั้งคู่ ตัวช็อคก็ไม่ได้ดึงสปริงให้คืนตัวช้าๆ ในช่วง Rebound อีกทั้งสปริงก็อาจมีค่า K ที่ค่อนข้างแข็ง ทำให้ถีบตัวแรง จนรู้สึกว่าด้านหลังของรถ ที่ยิ่งเป็นช่วงล่างแบบคานแข็งด้วยแล้ว ยิ่งส่งอาการชัดถึงแรงสั่นสะเทือน จนบางทีรู้สึกรำคาญถึงเสียงช่วงล่างที่ส่งเข้ามาในห้องโดยสาร รวมไปถึงฟิลลิ่งของการเกาะถนน ที่ยิ่งตัวรถยิ่งสูงขึ้น ยิ่งส่งผลต่อการเกาะถนนที่น้อยลง แต่ยังดีที่ได้ระบบพวงมาลัยที่เป็นแบบ Rack & Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPS ที่ปรับเซ็ตน้ำหนักมาได้พอเหมาะพอเจาะ พอดิบพอดี เลยทำให้การควบคุมรถง่ายขึ้น อีกทั้งยังให้รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.2 เมตร ช่วยให้ง่ายกับการขับขี่ในเมือง ขณะที่เรื่องระบบเบรก แม้จะเป็นแบบหน้าดิสก์หลังดรัม แต่ก็อยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีอะไรตำหนิ

มาตรวัดเรือนไมล์

สรุป สำหรับ Mitsubishi Xpander Cross ถ้าดูจากชื่อแล้ว อย่าเพิ่งไปคิดว่าจะเอาไปขับลุยเข้าป่าเข้าเขา เอาแค่ว่าหลังจากที่ปรับเพิ่มความสูง ให้พอใช้งานในถนนเมืองไทย ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ และทางขรุขระ รวมไปถึงหน้าน้ำที่จะต้องเจอกับสภาพถนนที่น้ำท่วมขัง ก็คุ้มแล้วกับเม็ดเงินที่จ่ายเพิ่มลงไปอีก 50,000 บาท จากรุ่นท็อปของรุ่น Xpander ตัวธรรมดา ... ว่ามั้ยครับ!!