by Carzanova Team Nat
Hits: 656

All-New Toyota Corolla Cross ครอสโอเวอร์ที่ตอบโจทย์ความกว้างที่มากขึ้น

All-New Toyota Corolla Cross เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย โดย All-New Corolla Cross เป็นรถในกลุ่ม C-segment SUV หรือที่เราเรียกกันว่า Crossover นั่นแหละ ซึ่งรถกลุ่มนี้มีจุดเด่นคือ เป็นรถอเนกประสงค์ที่มีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะ ใช้งานได้คล่องตัว ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ซึ่ง All-New Toyota Corolla Cross จะมีรุ่นย่อยให้เลือก 4 รุ่น เป็นรุ่นไฮบริด 3 รุ่น และรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร อีก 1 รุ่น

All-New Toyota Corolla Cross 

รูปทรงภายนอกถ้าไม่นับพี่น้องร่วมตระกูลอย่าง Lexus ก็ถือว่ามีความแปลกตาสำหรับแฟน Toyota ในเมืองไทย โดยเฉพาะกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่มีบางคนค่อนแคะว่าไปลอกรถสัญชาติจีนมา ซึ่งจริงๆ แล้วกระจังหน้ารูปทรงนี้ Toyota ในฝั่งอเมริกาเหนือเขาใช้กันมาพักใหญ่แล้ว โดยเห็นได้ชัดจากตัวกระบะไซส์ 2 ตัน อย่าง Takoma ด้านขนาดบอดี้หากเทียบกับ C-HR จะใหญ่กว่า โดยมีขนาดความยาว 4,460 มิลลิเมตร กว้าง 1,825 มิลลิเมตร สูง 1,620 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,640 มิลลิเมตร ซึ่งมิติดังกล่าวก็จะส่งผลถึงขนาดภายในห้องโดยสารที่กว้างนั่งสบายว่า C-HR อย่างไม่ต้องสงสัย

ด้านอุปกรณ์ภายนอกหรูหราทันสมัยโดยเฉพาะในรุ่นไฮบริดก็จะได้อุปกรณ์มาตรฐานที่พึงมีสำหรับรถประเภทนี้ เช่น ไฟหน้า LED ไฟส่องสว่างตอนกลางวัน Daytime Running Light ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมเซนเซอร์เปิด-ปิดประตูท้ายแบบ Kick Activated และที่สำคัญในรุ่นท้อป Hybrid Premium Safety คุณจะได้หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า พร้อมทั้งล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารเน้นความกว้างขวางและประโยชน์ใช้สอย ที่โดดเด่นก็คือสีของเบาะนั่งที่มีสีใหม่เป็นสีแดง Terra Rossa ให้เลือกในบางรุ่นด้วย นอกจากนี้หากเป็นรุ่นท็อปและรองท็อป เบาะนั่งฝั่งคนขับจะเป็นแบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และที่สำคัญพนักพิงเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ และแยกพับได้แบบ 60:40 เมื่อเปิดประตูท้ายก็พบกับบริเวณเก็บสัมภาระที่กว้างขวางซึ่งจากข้อมูลมีปริมาณความจุอยู่ที่ 487 ลิตร นอกนั้นก็จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ อย่างเช่น ปุ่ม Push Start ที่มีมาให้ทุกรุ่นย่อย ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ MID ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 9 นิ้วแบบ Touchscreen รองรับ Apple CarPlay และ T-Connect  

ภายในห้องโดยสาร

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า All-New Toyota Corolla Cross มีทั้งรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร และไฮบริด ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร จะเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบ รหัส 2ZR-FBE ขนาดความจุกระบอกสูบ 1,798 ซีซี. พร้อมด้วยระบบ Dual VVT-i ให้พละกำลังสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 177 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i พร้อม Sequential Shift โหมด +/- ล็อคอัตราทด 7 จังหวะ รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด E85 อ้างอิงจาก ECO Sticker มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 15 กม./ลิตร

เครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร

ส่วนระบบไฮบริดที่ใช้ใน All-New Toyota Corolla Cross เป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 โดยมีการพัฒนาแบตเตอรี่ใหม่ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยในระบบจะประกอบไปด้วย เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ รหัส 2ZR-FXE Atkinson cycle ขนาดความจุกระบอกสูบ 1,798 ซีซี VVT-I พละกำลังสูงสุด 98 แรงม้าที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตันเมตรที่ 3,600 รอบ/นาที โดยทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous ให้แรงดันไฟฟ้า 201.6 โวลต์ พละกำลังรวมของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ที่ 122 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ E-CVT รองรับน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด E20 อ้างอิงจาก ECO Sticker มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 23.3 กม./ลิตร

ระบบความปลอดภัยถือว่ามาเต็มตามคอนเซ็ปต์ Toyota Safety Sense ซึ่งนอกเหนือจากระบบมาตรฐานอย่างระบบช่วยเบรกหรือควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวต่างๆ แล้ว ที่น่าสนใจก็คือ กล้องมองรอบคันพร้อมมุมมองแบบ 3D ระบบความปลอดภัยก่อนการชน Pre-Collision system ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลนพร้อมพวงมาลัยหน่วงอัตโนมัติ Lane Departure Alert ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กลางเลน Lane Tracing Assist ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ Automatic High Beams ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง Blind Spot Monitor ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ Rear Cross Traffic Alert พร้อมด้วยถุงลมนิรภัย SRS 7 ตำแหน่ง

 หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 9 นิ้ว

ผมมีโอกาสได้สัมผัส All-New Toyota Corolla Cross ในรูปแบบการขับสั้นๆ ในสนามทดสอบทันทีหลังเปิดผ้าคลุมอย่างเป็นทางการ โดยจัดขึ้นที่ศูนย์ทดสอบรถยนต์ Toyota บางนา กม.3 (Toyota Driving Experience Park) โดยการขับแบ่งออกเป็นสถานีต่างๆ และคันที่ได้ขับก็เป็นรุ่นท็อปสุด Hybrid Premium Safety เริ่มจากสัมผัสแรกที่อยู่หลังพวงมาลัย ความรู้สึกทั้งตำแหน่งการนั่งและมุมมองด้านหน้ามีความคล้ายคลึงกับกำลังนั่งอยู่ใน Corolla Altis ซึ่งเบาะหนังสีแดง Terra Rossa ก็สร้างบรรยากาศความสปอร์ตหรูให้กับรถคันนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว

ปุ่มสวิตช์ปรับระบบต่างๆ ภายในห้องโดยสารใช้งานง่าย หน้าจอเครื่องเสียงระบบสัมผัสมีลูกเล่นให้ลองใช้หลายอย่างโดยเข้าจากเมนูหลักง่ายๆ แต่ที่ถูกใจก็คือ ระบบกล้องมองรอบคันที่สามารถเลือกมุมมองได้แบบ 3 มิติ ซึ่งมันใช้ประโยชน์ได้จริงไม่ใช่แค่เพียงโชว์เทคโนโลยีใหม่เท่านั้น ก่อนจะเข้าสถานีแรกเป็นการขับเลี้ยวลัดเลาะกรวยยางที่ความเร็วต่ำ ตรงนี้บ่งบอกชัดเจนว่าน้ำหนักพวงมาลัยเบากว่า C-HR แต่ก็มีความแม่นยำ

มาตรวัดเรือนไมล์

สถานีแรกทดลองอัตราเร่งทางตรง สร้างแรงดึงพอสมควรซึ่งก็เป็นคาแรคเตอร์ของรถยนต์ไฮบริดที่มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยเพิ่มแรงบิด แต่ที่แน่ๆ ความโดดเด่นของรถคันนี้ผมให้ในเรื่องของระบบช่วงล่างและการทรงตัว สัมผัสแรกที่เข้าสถานีสลาลอมมีความรู้สึกว่าระบบช่วงล่างถูกเซ็ตมานุ่มนวลกว่า C-HR พอสมควร แต่การขับโยนเข้าสลาลอม รถกลับไม่มีอาการย้วยและยังถ่ายเทน้ำหนักได้ค่อนข้างดี คงต้องให้เครดิตกับโครงสร้าง TNGA (Toyota New Global Architecture) ซึ่งนอกจากทำให้ทัศนวิสัยกว้างขึ้นแล้ว โครงสร้างตัวถังที่แข็งแกร่งขึ้นกับการมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ จะส่งผลดีแบบเห็นได้ชัดก็ตอนขับแบบนี้แหละครับ และที่ประทับใจมากเกี่ยวกับระบบช่วงล่างของคันนี้ก็คือ การขับขึ้น-ลงคอสะพานที่ความเร็วประมาณ 30 กม./ชม. โดยไม่เบรก ตัวรถยังคงความนิ่งโดยเฉพาะสัมผัสของพวงมาลัยที่ยังมั่นคง รับรู้ได้ถึงการซับแรงของระบบช่วงล่างที่มีประสิทธิภาพ

โดยระบบช่วงล่างด้านหน้าของรถคันนี้เป็นแบบ MacPherson Strut ส่วนด้านหลังเป็น Torsion Beam ซึ่งช่วงล่างด้านหลังลักษณะนี้โดยธรรมชาติจะให้การทรงตัวของรถที่ดีแต่ต้องแลกกับการดีดกระเด้งพอสมควร แต่กับคันนี้ไม่มีอาการดังกล่าวเกิดขึ้น แม้ในรอบหลังของการทดสอบผมจะย้ายไปนั่งที่เบาะหลังก็ยังรู้สึกว่านุ่มสบายไม่กระด้าง จากข้อมูลที่ได้รับก่อนลงมาขับคือ ช่วงล่างด้านหลังมีตำแหน่งการติดตั้งโช้คอัพ+สปริงให้จุดยึดด้านบนเฉียงมาข้างหน้า รวมถึงการใช้เหล็กกันโคลงขนาดใหญ่และการปรับบุชยางในจุดต่างๆ ซึ่งถือว่าได้ผลดีมาก ส่วนการขับบนทางขรุขระก็ยังคงให้ความนุ่มนวลไม่กระด้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ทำได้ดีเกินคาด ทั้งนี้เนื่องมาจากการใช้กระจกบานหน้าแบบลดเสียงจากภายนอกและการเพิ่มวัสดุซับเสียงภายในห้องโดยสารทั้งด้านบนด้านข้างและด้านล่าง

All-New Toyota Corolla Cross ถูกแบ่งออกเป็น 4 รุ่นย่อยคือ Hybrid Premium Safety ราคา 1,199,000 บาท, Hybrid Premium ราคา 1,089,000 บาท, Hybrid Smart ราคา 1,019,000 บาท และ 1.8 Sport ราคา 989,000 บาท โดยในช่วงเปิดตัวจะมาพร้อมราคาพิเศษ 959,000 บาท จากวันเปิดตัวถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 ซึ่งมีจำนวนจำกัด

นอกจากนี้ยังมาพร้อมแคมเปญพิเศษถึง 30 กันยายน 2563

*ดอกเบี้ยพิเศษ 1.85% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care

*ขยายระยะเวลารับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีค่าแรงเช็คระยะจนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 34,000 บาท

*Toyota Privilege More ข้อเสนอพิเศษเพิ่มเติมเฉพาะลูกค้า Toyota

ใครสนใจไปทดลองขับ All-New Toyota Corolla Cross ได้ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่าย Toyota ทั่วประเทศ