by Carzanova Team Nat
Hits: 714

First Drive!! Nissan Kicks e-Power เครื่องปั่นไฟ ขับสนุก เร้าใจ ไม่ธรรมดา

รอกันมานาน สำหรับการได้สัมผัส Nissan Kicks รถยนต์ที่มากับเทคโนโลยีใหม่ ที่คนไทยเพิ่งได้สัมผัส e-Powerซึ่งครั้งนี้ เราได้ทดลองขับอย่างเต็มรูปแบบ

Nissan Kicks e-Power 

สำหรับ Nissan KICKS ถือเป็นรถ Crossover ที่มีรูปร่างหน้าตาทันสมัยเอาเรื่องตั้งแต่หัวจรดท้าย พร้อมทั้งยังเปิดทางเลือกให้กับลูกค้าเรื่องของสีภายนอกและภายในที่สามารถเลือกเป็นแบบทู-โทนได้โดยเพิ่มเงินอีกประมาณหมื่นนึง ซึ่งถ้าเป็นผมจะไม่คิดนาน ยังไงก็ต้องทู-โทนเพราะมันสวยโดดเด่นกว่ากันเยอะ

ตัวถังภายนอกมองด้วยตาเปล่าดูกรทัดรัดเหมาะกับการขับใช้งานในเมือง แต่ห้องโดยสารจะแคบหรือไม่? พอได้เข้าไปนั่งในตำแหน่งผู้ขับขี่แล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกว่าแคบแต่อย่างใด ด้วยดีไซน์ที่เอื้อเนื้อที่ให้ผู้โดยสารค่อนข้างมากโดยเฉพาะดีไซน์ของแดชบอร์ดด้านหน้า บริเวณเหนือศีรษะ หรือแม้กระทั่งแผงข้างประตูที่เป็นลักษณะเว้าออกทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนเบาะนั่งด้านหลังก็มีความกว้าง บริเวณพื้นที่วางเท้ากว้างขวาง ที่สำคัญคุณผู้หญิงคงจะถูกใจไม่น้อยกับบริเวณที่เก็บสัมภาระท้ายรถที่มีความจุถึง 432 ลิตร ส่วนคุณแม่บ้านที่เพิ่งมีเจ้าตัวน้อยก็อุ่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้เพราะมีจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย

เป็นหน้าจอ TFT ขนาด 7 นิ้ว

หน้าจอเครื่องเสียงขนาด 8 นิ้วแบบ Touchscreen สามารถเชื่อมต่อ Apple CarPlay

เอาล่ะ!! ก่อนที่จะพาไปสัมผัสอารมณ์การขับขี่ อยากจะไขข้อข้องใจของบางท่านเกี่ยวกับระบบ e-Power โดยจะอธิบายให้สั้นและเข้าใจง่ายที่สุด e-Power ใน Nissan KICKS เป็นเทคโนโลยีที่มีส่วนประกอบหลักคือ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ, เครื่องกำเนิดไฟฟ้า, อินเวอร์ตเตอร์, มอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 296 โวลท์ การทำงานไม่ได้มีความซับซ้อนอย่างที่หลายคนเข้าใจ พูดง่ายๆ คือ พละกำลังที่ส่งไปที่ล้อขับเคลื่อน (ล้อคู่หน้า) ถูกส่งไปจากมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ

อ้าว!! แล้วเครื่องยนต์มีไว้ทำไม? ส่งกำลังไปที่ล้อด้วยหรือไม่? คำตอบคือ เครื่องยนต์มีหน้าที่ในการหมุนสร้างกระแสไฟฟ้าผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อส่งกำลังไฟฟ้าไปสู่มอเตอร์ และเก็บเข้าแบตเตอรี่ลีเธียมไอออนเท่านั้น ตัวเครื่องยนต์ไม่ได้ส่งกำลังไปที่ล้อแต่อย่างใด ซึ่งรอบการทำงานของเครื่องยนต์ (rpm) จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับลักษณะการขับในขณะนั้น

ยกตัวอย่างเช่น การเร่งแซงที่ต้องการอัตราเร่งอย่างรวดเร็วหรือการขับขึ้นเนินชัน มอเตอร์ไฟฟ้าจะต้องใช้กระแสไฟฟ้ามากเป็นพิเศษเพื่อเพิ่มกำลังของรถ เมื่อนั้นเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร จะเพิ่มรอบการทำงานให้สูงขึ้นเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงส่งไปที่มอเตอร์ โดยกำลังไฟฟ้าส่วนเกินก็จะถูกส่งไปเก็บที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเพื่อสำรองเก็บไว้ใช้ แต่หากใช้ความเร็วคงที่รวมถึงแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอ เครื่องยนต์ก็จะดับทันทีเพื่อการประหยัดเชื้อเพลิง

หน้าจอแสดงสถานะการทำงานของ e-Power ขณะขับขี่

คำถามต่อมา แล้วเครื่องยนต์จะติดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่? ตอบง่ายๆ คือทุกครั้งที่คุณกดคันเร่งลึกๆ เพื่อเรียกอัตราเร่ง หรือเมื่อกำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเริ่มลดลงและต้องการการชาร์จเพิ่ม ที่สำคัญทุกครั้งที่เราผ่อนคันเร่งเพื่อชะลอความเร็วหรือหยุดรถ มอเตอร์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนหน้าที่จากการส่งกำลังไปที่ล้อ ไปเป็นการชาร์จไฟฟ้ากลับไปที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน

เครื่องยนต์และอินเวอร์เตอร์อินเวอร์เตอร์ทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน

ซึ่งอีกหนึ่งข้อดีของการที่มีเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตรมาช่วยนี้ ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนลูกใหญ่จึงสามารถลดน้ำหนักรวมของตัวรถไปได้อีกพอสมควร โดยที่แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 2 ลูก ที่อยู่ใน Nissan KICKS คันนี้มีน้ำหนักรวมกันเพียง 43.2 กก.เท่านั้น ถึงตรงนี้คงเข้าใจแบบเคลียร์แล้วนะครับ

อีกหนึ่งอย่างที่น่าสนใจสำหรับ Nissan KICKS e-Power คันนี้ก็คือ One-Pedal อธิบายง่ายๆ ก็คือ การเร่งความเร็ว และชะลอรถ โดยใช้แป้นคันเร่งเพียงอันเดียว ทำได้ยังไง? หมายความว่า ทุกครั้งที่เราเหยียบแป้นคันเร่ง รถจะเพิ่มความเร็ว (เรื่องปกติ) แต่พอเราผ่อนเท้าจากคันเร่ง หรือถอนเท้าออกจากคันเร่ง ตัวรถจะหน่วงความเร็วลงทันทีจนถึงหยุดนิ่ง แต่ One-Pedal นี้จะใช้ได้เมื่ออยู่ในในโหมด Eco และ Smart เท่านั้น โดยที่โหมด Normal การทำงานของแป้นคันเร่งจะเหมือนรถทั่วไป

มาถึงความรู้สึกที่ได้รับเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ก่อนอื่นเลย รถคันนี้มีโหมดการขับให้เลือกทั้งหมด 4 โหมดคือ Normal (การขับขี่ทั่วไป) , Smart (ดึงสมรรถนะในการขับขี่และการตอบสนองที่ฉับไวขึ้น) , Eco (เน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยสิ้นเปลืองน้อยที่สุดพร้อมการขับขี่ที่นุ่มนวล) และ EV (ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เหลืออยู่ในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเท่านั้น)

สำหรับรูปแบบการทดลองขับครั้งนี้จัดในสถานที่ปิดจึงสามารถจำลองสถานการณ์การขับออกมาได้หลากหลาย ทั้งการขับด้วยความเร็วใช้งานทั่วไป การออกตัว เร่งแซง และการเข้าโค้ง โดยใช้ความเร็วได้หลายระดับ ผมเริ่มต้นด้วยโหมด Normal เพื่อทำความคุ้นเคยกับรถก่อน สัมผัสแรกที่ได้รับคือความเงียบภายใต้การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยที่ในความเร็วต่ำเครื่องยนต์ยังคงดับอยู่ ซึ่งการเร่งความเร็วหากไม่ได้เหยียบคันเร่งลงไปแบบกะทันหันเพื่อเพิ่มความเร็วโดยฉับพลัน เราจะยังสัมผัสกับความเงียบและนุ่มนวลโดยปราศจากเสียงของเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อขับได้ระยะหนึ่งพอกระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเริ่มอ่อนลง เครื่องยนต์ก็จะสตาร์ทขึ้นมาโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าส่งไปที่มอเตอร์ ซึ่งรอบการทำงานของเครื่องยนต์จะสูงขึ้นตามลักษณะที่เราเหยียบคันเร่ง

ซึ่งหากใช้การเร่งแซงอย่างฉับพลัน รอบเครื่องยนต์จะทำงานสูงขึ้นทันที แต่อย่าเข้าใจว่ามันส่งกำลังไปที่ล้อนะครับ ต้องไม่ลืมว่าเครื่องยนต์มีหน้าที่เพียงแค่สร้างกระแสไฟฟ้าเท่านั้น การขับโดยทั่วไปให้ความนุ่มนวลดีและเงียบมากซึ่งผมว่าเหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นอย่างมาก และสิ่งที่ประทับใจต่อมาคือ สมรรถนะการทรงตัวของรถไล่ไปตั้งแต่พวงมาลัยที่แม่นยำควบคุมง่าย ระบบกันสะเทือนที่ไม่แข็งและไม่นุ่มจนเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นพอได้ลองเข้าโค้งที่ความเร็วสูง หรือการเลี้ยวหลบสิ่งกีดขวางในสถานีทดสอบการเปลี่ยนเลนกะทันหัน และการขับแบบสลาลอม ตัวรถให้การทรงตัวที่ดีมากอย่างน่าประหลาดใจ

ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการกระจายน้ำหนักที่ดีโดยเฉพาะการนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมาติดตั้งไว้ใต้เบาะคู่หน้าทำให้น้ำหนักตกกึ่งกลางรถ และมีการย้ายแบตเตอรี่ 12 โวลท์ไปไว้ที่ท้ายรถ ส่วนระบบควบคุมสเถียรภาพอย่าง VDC ก็ทำงานได้อย่างรวดเร็วช่วยให้ควบคุมรถง่ายขึ้นเมื่อเริ่มเสียการทรงตัว กล้าพูดเลยว่า Kicks เป็น Nissan ที่สมรรถนะการทรงตัวดีที่สุดในหลายๆรุ่นที่ขับมาเลยทีเดียว

แบตเตอรี่จ่ายไฟย้ายมาอยู่ด้านหลัง

ถึงช่วงเวลาของการทดลอง “One-Pedal” ที่นับเป็นจุดขายสำคัญของรถคันนี้ เริ่มจากการเปลี่ยนโหมดไปที่ Smart จากนั้นทำการออกตัวโดยเหยียบคันเร่งจมสุด ทำให้ได้สัมผัสพละกำลัง 129 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 260 นิวตันเมตร จากมอเตอร์ไฟฟ้า ที่บอกได้เลยว่าดึงหน้าหงาย ชนิดที่ว่ารถที่ใช้ระบบเครื่องยนต์สันดาบทั่วไปถ้าไม่แรงจริงไม่มีทางออกตัวสู้คันนี้ได้เลย และยิ่งพออยู่ในโหมด Smart การตอบสนองยิ่งฉับไวมากขึ้นไปอีก

ซึ่งเมื่อออกตัวอย่างรุนแรงไปแล้ว ด้านหน้าจะเป็นโค้งขวา จากปกติที่ต้องแตะเบรกชะลอความเร็ว แต่เมื่อมีระบบ One-Pedal เพียงแค่ผ่อนเท้าจากคันเร่ง รถก็จะหน่วงความเร็วลงทันที นั่นหมายความว่าหากคุณกำลังขับในเส้นทางคดเคี้ยว การควบคุมการเร่งและการชะลอความเร็วจะใช้เพียงเท้าขวาเท่านั้น ส่งผลให้ Kicks เป็นรถที่ขับสนุกอย่างเหลือเชื่อ และยังได้ในเรื่องของความปลอดภัยตามมาด้วย

อย่างไรก็ตามการขับในโหมด Smart ก็จะพบว่าเครื่องยนต์ติดขึ้นมาค่อนข้างบ่อยเนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้าต้องใช้กำลังไฟฟ้าค่อนข้างสูง ซึ่งการเหยียบคันเร่งลึกๆ ก็รู้สึกได้เลยว่าเครื่องยนต์ทำงานที่รอบสูงมาก ดังนั้นหากคุณจะหวังเรื่องความประหยัดโดยขับในโหมด Smart และกระแทกคันเร่งรุนแรง คุณมาผิดทาง แม้ว่าในโหมดนี้การชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าแบตเตอรี่จะทำได้เร็วกว่าในโหมดอื่นก็เถอะ อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่ารถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแล้ว ความประหยัดมีมาให้แน่นอน อย่าลืมสิว่าคันนี้มีโหมด Eco กับ EV ด้วย สนุกกันมาหอมปากหอมคอแล้ว

คราวนี้มาจำลองสถานการณ์ในชีวิตจริงที่เราต้องเผชิญกันทุกวันในสภาพจราจรที่อย่าหวังแม้แต่จะรีบกลับบ้าน ผมลองปรับมาขับในโหมด Eco ซึ่งระบบ One-Pedal ยังคงทำงานอยู่ แต่ลักษณะการทำงานจะนุ่มนวลขึ้น ในโหมด Eco นี้ การออกตัวหรือการเร่งความเร็ว รถจะมีอาการหนืดๆ ลงเล็กน้อย แต่ในขณะเดียวกันก็จะช่วยให้ใช้กำลังไฟฟ้าน้อยลง และผลพลอยได้คือความสมูธนุ่มนวลในการขับขี่ จากนั้นเมื่อเห็นข้อมูลแบตเตอรี่ที่แสดงขึ้นที่หน้าจอ TFT ว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีกระแสไฟฟ้าเกือบเต็มล้ว จึงลองเปลี่ยนมาสู่โหมด EV และลองใช้เท้าเหยียบคันเร่งให้เบาและเนียนที่สุด พบว่าสามารถทำความเร็วขึ้นไปได้ถึงกว่า 60 กม./ชม. โดยที่เครื่องยนต์ยังคงดับอยู่ และอยู่ที่ความเร็วระดับนั้นได้ระยะหนึ่ง  หลังเสร็จสิ้นการทดลองขับ Nissan KICKS e-Power คันนี้ ผมสรุปสั้นๆเลยว่า เป็นรถที่น่าสนใจและน่าจับตามองหลายคนที่คิดว่าเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร 3 สูบ จะขับสนุกสู้รถเครื่องยนต์สันดาปทั่วไปไม่ได้ ผมอยากให้ลบล้างความคิดนั้นใหม่หมด เพราะจะบอกว่าสำหรับคนที่ยังไม่เคยขับรถพลังงานไฟฟ้าหรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่แรงบิดสูงสุดมาในทันทีที่คุณเหยียบคันเร่งแบบไม่ต้องรอรอบ รับรองว่าคุณลืมไม่ลง มันดึงชนิดที่เรียกกันว่า “หลังติดเบาะ” ระบบช่วยเหลือต่างๆ ก็มีมาให้เพียบพร้อมภายใต้ Nissan Intelligent Mobility และเทคโนโลยีความปลอดภัย Safety Shield Technology อย่างเช่น ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Intelligent Cruise Control, ระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้า Intelligent Forward Collision Warning, ระบบเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ Intelligent Emergency Braking, ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning, ระบบเตือนรถในทางสวนขณะถอยหลัง Rear Cross Traffic Alert, กล้องมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor และระบบตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหว Moving Object Detection ขนาดกระจกมองหลังก็ยังเป็นแบบหน้าจอ LCD ที่แสดงภาพจากกล้องด้านหลังอีกต่างหาก  

เหนือสิ่งอื่นใด ผมว่า Nissan KICKS e-Power ออกมาแก้ความกลัวของคนบางกลุ่มที่เคยลังเลว่า ถ้าเป็นรถ EV พลังงานไฟฟ้า 100% ไม่มีเครื่องยนต์ หากลืมเสียบชาร์ตแบตเตอรี่ หรือรถติดวินาศสันตะโรจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงไปไหนไม่ได้ต้องจอดตายกลางถนนจะทำยังไง สถานีชาร์จก็ยังมีไม่มาก ก็นี่ไงครับ e-Power นี่แหละเหมาะกับคุณแน่นอน อย่างน้อยก็ยังมีเครื่องยนต์ไว้คอยสร้างกำลังไฟฟ้าป้อนสู่แบตเตอรี่ตลอดเวลา และในกรุงเทพฯ ก็มีปั๊มน้ำมันอยู่ทุกหนแห่ง และสุดท้ายที่เด็ดสุดคือสิ่งที่หลายคนอยากได้สำหรับรถรุ่นใหม่ๆ คือ รถคันนี้มีฟังก์ชั่น N-hold คือสามารถจอดขวางแล้วเข้าเกียร์ตำแหน่ง N เพื่อให้สามารถเข็นได้ มาขนาดนี้ยังจะอยากรับอะไรเพิ่มไหมครับ...