by Carzanova Team Nat
Hits: 642

First Drive!! New Toyota Hilux Revo Rocco ดีขึ้นในทุกด้าน ส่วนชุดแต่งยังดูแปลกตา

หลังผ่านช่วงโหดร้ายของวิกฤตโรคร้าย Covid-19 จนถึงตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลงมาบ้างแล้ว บรรดาค่ายรถต่างไม่รอช้า หลังประสบภาวะตลาดชะลอตัวกันมานาน โดยทางค่ายยักษ์ใหญ่โตโยต้า ที่เพิ่งเปิดตัว Toyota Hilux Revo และ Fortuner โฉมใหม่ ก็ได้จัดงานทดสอบขึ้นทันที แต่ครั้งนี้เราจะได้ทดลองขับกันเพียงตัว Toyota Hilux Revo Rocco 2.8 Double Cab 4WD ใหม่ เพียงแค่รุ่นเดียวก่อนเท่านั้น ส่วนทาง Fortuner จะจัดการทดสอบขึ้นอีกครั้งในภายหลัง

Toyota Hilux Revo Rocco 

สำหรับ Toyota Hilux Revo Rocco ใหม่ เป็นรุ่นท็อปสุดของกระบะไฮลักซ์ รีโว่ ที่ได้รับการปรับแต่งมาเต็มพิกัด โดยในการไมเนอร์เชนจ์ครั้งนี้ได้มีการปรับปรุงตัวรถใหม่ในหลายจุด เริ่มต้นด้วยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายนอกกันก่อน โดยจุดเด่นจะอยู่ที่ดีไซน์ของตัวรถที่ปรับมาให้ดูสมบุกสมบันมากขึ้น ด้านหน้ามีการออกแบบชุดกระจังหน้าใหม่ ที่มีความใหญ่โตขึ้นกว่ารุ่นเดิม พร้อมเสริมด้วยเส้นขอบกระจังสีดำเพิ่มความดุดัน ได้อารมณ์แบบ Toyota Tacoma กระบะไซส์ยักษ์ที่จำหน่ายในตลาดอเมริกา ตลอดจนชุดโคมไฟหน้าแบบ Projector LED ลวดลายใหม่ และ ไฟตัดหมอกแบบ LED ทำให้ดูมีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น

โคมไฟหน้าแบบ Projector LED

ขณะที่ด้านข้างตัวรถมีการตกแต่งโป่งคิ้วเหนือขอบซุ้มล้อเพิ่มความดุดัน ประกอบกับล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว ลวดลายใหม่ รัดด้วยยางที่มีการลงสีตัวอักษรเป็นสีขาวบริเวณขอบยาง ตลอดจนกรอบกระจกมองข้าง / มือจับเปิดประตู และสปอร์ตบาร์บนกระบะหลัง ที่ทำเป็นสีดำพิเศษ ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้จะพบได้ใน Revo Rocco เท่านั้น ไล่ต่อมาทางด้านท้าย จะพบกับชุดโคมไฟท้ายแบบ LED ดีไซน์ใหม่ และบริเวณเบ้ามือเปิดฝากระบะท้าย ก็มีการประกบชิ้นวัสดุสีดำ พร้อมตัวอักษร Hilux เข้าไปเพิ่มเฉพาะ Revo Rocco ให้ดูเหนือกว่ารุ่นปกติ

ในส่วนของภายในห้องโดยสาร ถ้ามองเผินๆ ในหลายๆ จุด ก็ไม่แตกต่างจากรุ่นเดิมนัก ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดๆ ก็คือ การเพิ่มลูกเล่นภายในห้องโดยสารด้วย Ambient Light ให้สีสันยามสวยงามยามค่ำคืน รวมไปถึงหน้าจอมาตรวัดดีไซน์ใหม่ ดูสดใส มองได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ TFT แสดงผลข้อมูลการขับขี่ ซึ่งคั่นอยู่กึ่งกลางระหว่าง เข็มวัดรอบเครื่องยนต์ และเข็มความเร็ว โดยมาพร้อมลูกเล่นใหม่คือ ระบบแสดงทิศทางมุมล้อ ซึ่งช่วยเหลือได้เป็นอย่างมาก เมื่อนำรถไปใช้ขับลุยทางใน Off Road

หน้าจอแบบ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นับว่าเป็นทีเด็ดของทั้ง Revo และ Fortuner ใหม่ ที่ Toyota ภูมิใจนำเสนอที่สุดก็คือ การอัพเกรดชุดหน้าจอความบันเทิงแบบ Touch Screen ขนาด 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay โดยมาพร้อมกับระบบ T-Connect ที่ถูกยกให้เป็นพระเอกในครั้งนี้ ซึ่งคุณจะสามารถรับรู้ทุกข้อมูลรถยนต์ของคุณผ่านทาง โทรศัพท์ Smartphone ในทุกความเคลื่อนไหว

 

ภายในห้องโดยสาร

โดยเทคโนโลยีของระบบดังกล่าว มาพร้อมบริการช่วยเหลือต่างๆ ที่จะประสานงานร่วมกับทางศูนย์รับข้อมูลของ Toyota อย่างเช่น การค้นหาตำแหน่งรถ (Find My Car) / การติดตามรถหาย (TheftTrack) / การช่วยเหลือฉุกเฉิน (SOS) / การกำหนดขอบเขตปลอดภัย (Geo-Fencing) นอกจากจากนี้ ยังทำงานควบคู่ไปพร้อมกับระบบ Telemetics Care ฟังก์ชั่นการตรวจสอบสถานะตัวรถอย่างเช่น การแจ้งเตือนการบำรุงรักษา (Maintenance Reminder) / แสดงสถานะข้อมูลรถและการขับ (Vehicle Information) / ประกันภัยขับดี ลดเบี้ยประกันภัยให้ (Insurance PHYD) และ การบริการผู้ช่วยส่วนตัว (Concierge Services) ให้คุณสามารถโทรขอเส้นทาง หรือจะขอให้จองโต๊ะร้านอาหารล่วงหน้าก็สามารถทำได้ และพร้อมรองรับบริการอีกมากมายที่จะมีเพิ่มขึ้นในอนาคต

มาถึงเรื่องของสมรรถนะกันบ้าง โดยขุมพลังของ Hilux Revo Rocco ใหม่ แม้จะเป็นเครื่องยนต์บล็อคเดิม แต่ได้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่ ให้เป็นเครื่องยนต์ 2.8 GD แบบ Super Power ที่แรงขึ้น โดยมีการอัพเกรดหลักๆ ไปที่ในส่วนของฮาร์ดแวร์ ไม่ใช่แค่เพียงจูนกล่อง ECU แบบง่ายๆ เท่านั้น ทั้งในส่วนของชุดหัวฉีดที่เปลี่ยนมาเป็นเทคโนโลยี i-ART ทำงานร่วมกับปั๊มคอมมอลเรลแรงดันสูง 250 MPa / เทอร์โบลูกใหม่ มีขนาดใหญ่ขึ้น และแกนเทอร์โบอัปเกรดเป็นแบบ Ball Bearing / ลดรอบเดินเบาเครื่องยนต์จาก 850 รอบ/นาที เป็น 680 รอบ/นาที ทำให้ลดอาการกระชากเมื่อออกตัว ซึ่งช่วยได้เป็นอย่างมากในการขับขี่แบบ Off Road

เครื่องยนต์ 2.8 GD แบบ Super Power 

ส่งผลให้ผลิตกำลังสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที (รุ่นเดิม 177 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตร) รองรับน้ำมัน B20 จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ที่ปรับการทำงานของชุด Lock Up ใหม่ ให้ปลดปล่อยพลังของเครื่องยนต์มาสู่ล้อได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 พร้อม Diff Lock และระบบ Auto Limited Slip Differential

ตลอดจนมีการปรับปรุงขนานใหญ่ในส่วนของช่วงล่าง ที่โนโยต้าใช้ชื่อเรียกว่า Super Flex Suspension โดยช่วงล่างทางด้านท้าย ได้เปลี่ยนมาใช้ชุดแหนบวัสดุ High-Tensile Steel และลดชิ้นแหนบจากรุ่นเดิมที่มี 5 ชิ้น เหลือ 3 ชิ้น เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่มากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ระบบควบคุมพวงมาลัย ก็ได้มีการปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีชื่อเรียกว่าเป็นแบบ Variable Flow Control (VFC) ให้น้ำหนักพวงมาลัยสามารถแปรผันได้ตามระดับความเร็ว รวมไปถึงระบบเบรก ยังมีการปรับจูนในรายละเอียดของชุด Actuator ควบคุมเบรก ให้ทำงานได้อย่างแม่นยำ และนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัย ยังเป็นครั้งแรกที่นำระบบ Toyota Safety Sense มาติดตั้งให้กับทั้ง Revo และ Fortuner โดยเป็นชุดโมดูลที่มีการทำงานของระบบ เตือนก่อนการชน (Pre-Collision System) / ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมดึงกลับอัตโนมัติ (LDA With Brake Force Assist) และ ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (DRCC)

เอาล่ะ!! หลังจากรู้ข้อมูลความเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นกันไปแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องของการทดสอบกันบ้าง สำหรับการทดสอบครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ On Track และ Off Road โดยเริ่มต้นด้วยสถานี On Track ที่ผ่านด่านแรกคือการขับช้าๆ พร้อมกับการหักเลี้ยวหลบไพล่อนที่ตั้งไว้ เพื่อลองระบบพวงมาลัยใหม่ VFC ซึ่งก็พบว่า พวงมาลัยเบาขึ้นกว่ารุ่นเดิม ทำให้หมุนควงได้ง่าย และคล่องตัวมากขึ้นในความเร็วต่ำ ต่อด้วยการทดสอบระบบความปลอดภัยก็คือ ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมดึงกลับอัตโนมัติ (LDA With Brake Force Assist) ซึ่งเราลองแกล้งให้ระบบทำงานด้วยการทำให้รถเอียงออกนอกเลนโดยไม่ได้เปิดไฟเลี้ยว ระบบก็จะดึงพวงมาลัยกลับเข้าเลนให้อย่างนุ่มนวล

ต่อมาก็จะเป็นสเตชั่น Slalom ที่กำหนดความเร็วไว้ที่ 60 กม./ชม. Hilux Revo Rocco ใหม่ รู้สึกได้เลยว่า ช่วงล่างด้านหลังที่ได้รับการปรับจูนใหม่ มีการทรงตัวที่ดีขึ้น แม้จะมีอาการท้ายย้วยนิดๆ เวลาโยกซ้าย ขวา เข้า Slalom แต่การเกาะถนนให้ความรู้สึกในสไตล์ที่ใกล้เคียงกับรถเอสยูวี ที่ให้ความนุ่มนวล แต่ควบคุมได้ง่าย รวมไปถึงเมื่อผ่านสเตชั่นที่เป็นลูกคลื่นสลับซ้าย  ขวา และการกระโดดคอสะพาน ลงมาผ่านพื้นผิวขรุขระ มันให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลขึ้นอย่างชัดเจน ลดอาการตึงตัง และการเด้งของช่วงล่างด้านหลังจากรุ่นเดิม แบบเกือบหายเป็นปลิดทิ้ง ขณะเดียวกัน เรายังสัมผัสได้ว่าห้องโดยสารนั้นมีความเงียบขึ้นกว่ารุ่นเดิมอีกเล็กน้อย

นอกจากนี้ ในส่วนของการทดสอบกำลังเครื่องยนต์ กับทางตรงที่อาจจะสั้นไปซะหน่อย แต่ก็พอได้รู้ถึงพละกำลังของขุมพลัง 2.8 GD Super Power ที่ปรับมาใหม่ รับรู้ได้ถึงความแรงที่มากขึ้น แต่อาจจะไม่ได้แรงกระชากให้หลังติดเบาะจนถึงขั้นว้าววอะไรมากนัก เพราะดูแล้วเครื่องยนต์ชุดนี้ดูจะทำให้มี Powerband ให้ใช้งานเป็นย่านที่ค่อนข้างกว้างมากพอสมควร คือตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ 1,700—3,700 รอบ/นาที คือถ้าคุณเลี้ยงรอบเครื่องยนต์ให้ได้อยู่ในช่วงนี้ เครื่องยนต์ก็จะมีพลังมาให้ใช้แบบไม่ขาด

ส่วนเรื่องระบบเกียร์ที่เป็นแบบอัตโนมัติ 6 สปีด โดยได้ปรับการทำงานของชุด Lock Up ใหม่ ให้ปลดปล่อยพลังของเครื่องยนต์มาสู่ล้อได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ่ายทอดกำลังผ่านระบบขับเคลื่อน 4 พร้อม Diff Lock และระบบ Auto Limited Slip Differential ต้องบอกว่าให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์หรือรอยต่อของเกียร์ที่นุ่มนวลมากๆ อันนี้บอกตามตรงว่าชอบฟิลลิ่งเกียร์แบบนี้มากเลย ดูเป็นกระบะสไตล์ผู้ดี แม้เครื่องยนต์จะมีแรงม้าแรงบิดที่ค่อนข้างมากแต่ก็ไม่กระชากให้ต้องคอเคล็ด

ขยับมาที่ฝั่ง Off Road กันบ้าง กับ 2 ด่านการทดสอบหลักๆ เริ่มกันด้วยการไต่ขึ้น - ลง เนินชัน เพื่อทดลอง ระบบออกตัวจากทางลาดชัน (HSA) และระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัด (DAC) โดยความเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดของชุดระบบ Actuator ควบคุมเบรก ส่งผลให้การควบคุมการเบรกนั้นทำได้ละเอียด นุ่มนวล และมีเสียงของการทำงานที่เงียบกว่ารุ่นเดิม

ตลอดจนผ่านไปที่ด่านสุดท้ายคือการไต่เนินขรุขระสลับซ้าย - ขวา ซึ่งเป็นหลุมลึก โดยจะทำให้ล้อข้างใดข้างหนึ่งของตัวรถถูกแขวนลอยขึ้นจากพื้น จนเหลือแค่ 3 ล้อ ที่แตะอยู่กับพื้น ทั้งนี้ระบบ A-TRC และการปรับรอบเดินเบาของเครื่องยนต์ลงมาเหลือ 680 รอบ/นาที ทำให้เราสามารถผ่านด่านนี้ไปได้เรื่อยๆ อย่างนุ่มนวล ซึ่งถ้าเกิดการกระชากที่แรงจนเกินไป อาจจะทำให้เราติดหล่มได้เมื่ออยู่ในสถานการณ์ Off Road ลุยโคลนของจริง

ซึ่งหลังจากได้ทดสอบ Toyota Hilux Revo Rocco 2.8 Double Cab 4WD ใหม่ ที่แม้จะไม่ได้มีเวลาอยู่ด้วยกันนานมากนัก แต่ก็สัมผัสได้ถึงการพัฒนาที่ดีขึ้นในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการขับขี่ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อุปกรณ์ความสะดวกสบาย และความปลอดภัยให้มาอย่างจัดเต็ม รวมไปถึงเทคโนโลยีของระบบ T Connect ที่เชื่อมต่อระหว่างคุณกับรถของคุณได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงผ่านแค่การใช้โทรศัพท์ Smartphone

ขณะที่เรื่องรูปร่างหน้าตาที่ได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมมาจาก Toyota Tacoma กระบะไซส์ยักษ์ที่จำหน่ายในอเมริกา โดยในส่วนของตัวแต่ง Rocco เราอาจต้องใช้เวลาอีกนิดเพื่อให้ชินตา ซึ่งบอกตามตรงว่าเห็นครั้งแรก ยังดูแปลกตาไปซักหน่อย บวกกับชุดแต่งของ Rocco ที่ยังดูให้มาเยอะจนเกินไป ซึ่งคงต้องใช้เวลาซักพัก ในการปรับตัวกับดีไซน์ใหม่ครั้งนี้ แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าให้เวลาผ่านไปซักพัก เราจะค่อยๆ มองมันสวยขึ้นมา

และปิดท้ายด้วยราคา ที่วางมา 1,239,000 บาท หลายคนอาจจะมองว่าเป็นราคาที่สูงสำหรับรถกระบะ แต่ถ้าดูระบบเทคโนโลยีต่างๆ ที่จัดมาให้ก็คงจะพอรับได้กับราคานี้...