by Carzanova Team Nat
Hits: 367

รีวิว!! New Porsche 911 Carrera S ... 450 แรงม้า ดุดัน เร้าใจ

Porsche 911 รถสปอร์ตหรูที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน จนวันนี้ได้เดินทางมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 8 แล้วพร้อมรหัสตัวถังใหม่ 992 ที่ยังคงเอกลักษณ์ด้วยเครื่องยนต์สูบนอน (Boxer) เทอร์โบ แบบวางหลัง กับพละกำลังที่มากถึง 450 แรงม้า ... ซึ่งฟิลลิ่งจะเป็นอย่างไร?? ตามเข้ามาอ่านรีวิวกันได้เลยครับ!!

 

Porsche 911 Carrera S

สำหรับ Porsche 911 Carrera S มาพร้อมกับขุมพลัง 6 สูบ Boxer ขนาด  3.0 ลิตร ระบบเทอร์โบคู่ (Bi Turbo) ให้กำลังสูงสุด 450 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร สูงสุดที่ 2,300 -5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์  Porsche PDK 8 สปีด ให้อัตราเร่งจาก 0-100 ก.ม./ช.ม. ภายใน 3.5 วินาที ส่วนความเร็วปลายทะยานได้สูงสุดถึง 308 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

เครื่องยนต์  6 สูบ Boxer ขนาด  3.0 ลิตร ระบบเทอร์โบคู่ 

ซึ่งถ้าเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้ 911 Carrera S รหัส 992 มันทำแรงม้าได้สูงกว่าเดิมถึง 30 แรงม้า ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับปรุงเครื่องยนต์ในหลายๆ จุด ไม่ว่าจะเป็นหัวฉีดน้ำมันใหม่จาก Piezo ที่ให้ความสามารถในการฉีดน้ำมันที่ฝอยและละเอียดมากขึ้น รวมถึงพัฒนาคอท่อทางเดินอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ย้ายจากบริเวณแถวซุ้มล้อหลัง ไปอยู่ข้างหลังเครื่อง ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อลดความยาวของท่ออินเตอร์คูลเลอร์ และหาตำแหน่งที่สามารถรับอากาศได้ดีขึ้น นอกจากนี้ก็ยังขยายอินเตอร์คูลเลอร์ให้โตกว่าเดิม รวมไปถึงยังเพิ่มอัตราทดเกียร์ให้มากขึ้นอีก 1 จังหวะ ทำให้ได้รอยต่อของเกียร์ที่ดีขึ้น ให้ความสมูทขึ้น แถมยังให้แรงบิดที่ดีขึ้นด้วยนั่นเอง ในขณะที่เรื่องระบบการขับก็ได้ยืดระยะความกว้างของเพลาหลังออกอีก 44 มม. ทำให้ฐานล้อกว้างมากขึ้น ซึ่งก็ให้เสถียรภาพการขับที่ดีขึ้นด้วยนั่นเอง

 

เรื่องฟิลลิ่งการขับ เจ้า 911 Carrera S ยังคงความดุดัน แถมตัวนี้ยังดุดันมากกว่าเดิม ตั้งแต่ครั้งแรกที่สตาร์ทเครื่องยนต์ ซึ่งจะมาเสียงคำรามอย่างเร้าใจ โดยช่วงแรกวอร์มเบาๆ กับ Normal Mode ซึ่งเครื่องยนต์จะทำงานในรอบต่ำ ช่วงล่างก็จะปรับแบบนุ่มนวลแต่ก็แอบแฝงความสปอร์ตไว้นิดๆ ซึ่งโหมดนี้ก็ใช่ว่าจะไร้พละกำลัง เผลอลืมตัวเหยียบคันเร่งขึ้นมา ก็มีหวังหน้าหงายหัวกระแทกเบาะได้เหมือนกัน รวมไปถึงหากต้องการเรียกใช้พละกำลังแบบกะทันหัน ก็เพียงแค่กดปุ่มตรงกลางของไดร์ฟโหมดบริเวณด้านล้างขวาของพวงมาลัย รถก็จะปรับเข้าสู่โหมดสปอร์ตให้ 20 วินาที เพื่อเค้นสมรรถนะสูงสุดออกมาให้ใช้ได้ในยามคับขัน

 

หลังจากเรียกน้ำจิ้มในช่วงแรก คราวนี้ได้เวลาโหดกับ Sport Mode กันได้แล้ว ซึ่งโหมดนี้ พละกำลังจัดมาให้เต็มที่ เครื่องยนต์จะเปลี่ยนเกียร์ในรอบรอบสูงขึ้น เสียงเครื่องยนต์คำรามดังขึ้น แสดงถึงความพร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้าอย่างเต็มกำลัง เพียงแค่กดคันเร่ง เจ้าเครื่องบ็อกเซอร์ เทอร์โบคู่ มันก็พร้อมกระชากร่างคุณให้ติดกับเบาะอย่างง่ายดาย หากเผลอกดคันเร่งแรงเกินไป ในช่วงออกจากโค้ง มีอาการตูดสไลด์ให้เห็น แม้จะมีระบบป้องกันรักษาเสถียรภาพต่างๆ มาให้ แต่บอกเลยว่ายังไม่เพียงพอกับความแรงของเค้า เล่นเอาเผลอกดไปที ต้องเลี้ยงพวงมาลัยแต่แอบสนุกอยู่เหมือนกัน ซึ่งในโหมดนี้ นอกจากพละกำลังเครื่องยนต์จะสูงขึ้นแล้ว ระบบจะปรับในส่วนของช่วงล่างให้แข็งให้สปอร์ตขึ้น (แต่หากไม่ชอบจะปรับให้ช่วงล่างกลับมา Normal นุ่มนวล ก็สามารถทำได้ แต่ผมว่าอย่าเลย เพราะได้ลองปรับช่วงล่าง Normal แล้ว มันนิ่มไปเอาไม่ค่อยอยู่ ) พวงมาลัยที่มาพร้อมระบบแปรผันอัตราทดพวงมาลัย Variable Steering Ratio/Steering Pulse Generator ก็จะปรับให้ตึงมือขึ้น เกียร์ก็จะสับเร็วขึ้น ในรอบที่สูงขึ้น แต่หากยังมันไม่พอจะขยับไปโหมด Sport Plus อันนี้ก็ต้องใช้ทักษะในการควบคุมรถเพิ่ม เพราะรถจะตัดระบบช่วยควบคุมออกไปบ้างส่วน ทำให้รถแสดงอาการก้าวร้าวออกมาได้มากขึ้นนั่นเอง

 

นอกจากนี้ ในตัว 992 จะเติมโหมดการขับขี่เข้ามาให้อีก 1 โหมด นั่นคือ Wet Mode ซึ่งจะใช้เวลาฝนตก หิมะตก หรือพื้นถนนลื่น  โดยการทำงานของโหมด จะทำการปรับแรงบิดให้สมดุล มีการใช้เกียร์สูงเพื่อลดแรงกระชากเมื่อกดคันเร่ง พร้อมทำงานร่วมกับระบบต่างๆ เพื่อให้รถมีสเถียรภาพในการขับขี่มากที่สุด ซึ่งถือว่าจำเป็นมากๆ สำหรับรถที่มีแรงม้าเยอะๆ เพราะหากคุณกดคันเร่งแรงเกินไปด้วยพละกำลัง และระบบขับหลังนั้น จะทำให้ท้ายออกได้ง่าย แต่โหมดนี้จะช่วยตัดกำลังพร้อมควบคุมให้รถอยู่กับที่เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุได้

 

ไฟหน้าแบบ LED พร้อม  Day Time Running Light แบบ 4 จุด

หลังจากเราลองเรื่องพละกำลังกันไปแล้ว ซึ่งก็อย่างที่บอกว่าเจ้า 911 Carrera S มีความก้าวร้าวแฝงอยู่ในตัว เรื่องระบบเบรกจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยในตัว 992 ได้มีการยกหม้อลมแบบเดิมทิ้ง แล้วเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์สร้างแรงดันแทน ซึ่งจะให้มีการช่วยเบรกที่ดีกว่า โดยจานเบรกหน้ามาพร้อมขนาด 350 มิลลิเมตร มีครีบระบายความร้อน เจาะรู จับคู่กับคาลิเปอร์ 6 Pot ส่วนด้านหลังมีการขยายขนาดจานเบรกเพิ่มจาก 330 เป็น 350 มิลลิเมตร มีครีบระบายความร้อน เจาะรู จับคู่คาลิเปอร์ 4 Pot ซึ่งให้ฟิลลิ่งการเบรกที่ไว้ใจได้ หากแต่ใครที่ยังไม่มั่นใจสามารถอัพเกรดชุดเบรก PCCB คาร์บอนเซรามิก ซึ่งจะได้จานเบรก Ceramic Composite จานหน้าเส้นผ่านศูนย์กลาง 410 มิลลิเมตร และด้านหลัง 390 มิลลิเมตร พร้อมกิมมิคที่สามารถเลือกสีคาลิเปอร์ได้

 

เอาล่ะ!! หลังจากที่ได้ดูเรื่องของสมรรถกันไปแล้ว คราวนี้มาดูกันที่เรื่องของรูปร่างภายนอกกันบ้าง สำหรับ 911 Carrera S หน้าตาอาจจะดูคล้ายเดิม แต่ถ้าลองไล่เรียงกันจริงๆ แล้ว มันมีหลายจุดที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เริ่มตั้งแต่ ด้านหน้ารถที่ถูกยืดออกเพื่อให้ดูมั่นคงมากขึ้น ไฟหน้าเป็นแบบใหม่ใช้โคมไฟ LED พร้อม  Day Time Running Light แบบ 4 จุดในโคม รวมไปถึงช่องลมด้านหน้าสามารถปรับได้อัตโนมัติตามความต้องการของเครื่องยนต์ หากเครื่องยนต์ร้อนก็จะเปิดช่องรับลมให้มากขึ้น ส่วนเมื่อเครื่องยนต์เย็นลงก็จะปิดช่องรับลม เป็นรักษาสมดุลของรถให้ดีตามหลักอากาศพลศาสตร์

 

ท่อไอเสียแบบสปอร์ตทรงกลมคู่ 2 ข้าง

ต่อมาที่ประตูก็ออกแบบให้ยาวขึ้นกว่ารุ่นเดิมเพื่อให้เข้าออกได้สะดวกมากขึ้น เส้นระหว่างแก้มหน้าประตู ถูกออกแบบให้มีช่องว่างน้อยลงดูเนียนตาขึ้น มือจับประตูอันนี้ไฮไลท์เลย คือมันจะยืดออกมาเมื่อต้องการจะเปิดประตูเท่านั้น แล้วมันก็จะหดกลับเข้าไป ซึ่งก็เป็นผลกับหลักอากาศพลศาสตร์เช่นเดียวกัน เวลาที่รถวิ่งเร็วๆ

 

ส่วนด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายทรงใหม่ที่เรียวยาวขึ้น และมีเส้นพาดยาวต่อกันระหว่างไฟท้ายทั้งซ้ายและขวา โดยท่อไอเสียในตัว 911 Carrera S จะมาพร้อมท่อไอเสียสปอร์ตทรงกลมคู่ 2 ข้าง ในขณะที่ตัว 911 Carrera ธรรมดา จะเป็นท่อไอเสียทรงเหลี่ยม 2 ข้าง รวมไปถึงล้อแม็ก ก็จะมาพร้อมชุดล้อขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 245/35 ZR20 ทางด้านหน้า และล้อ 21 นิ้ว พร้อมยาง 305/30/ ZR21 20 นิ้ว ทางด้านหลัง ซึ่งก็จะใหญ่กว่าตัว Carrera ธรรมดา ซึ่งทำให้เห็นความแตกต่างกันระหว่างรุ่นอย่างชัดเจน

 

จานเบรกด้านหน้าคาลิเปอร์แบบ 6 Pot

พร้อมกันนี้ หางหลังของ 992 ยังได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น มีพื้นที่ในการรับลมมากขึ้นกว่าเดิมถึง 25% และสร้างแรงกดสูงสุดได้มากกว่าเดิม 45% อีกทั้งยังปรับการยกตัวได้ 3 ระดับ ต่างจากของเดิมที่กำหนดเพียงระดับเดียว และยังทำหน้าที่อีกอย่าง คือการช่วยระบายความร้อนให้เครื่องยนต์ โดยจะควบคุมการทำงานผ่านสมองกล ซึ่งสามารถเปิดได้เองอัตโนมัติ หรือเรากำหนดเองก็สามารถทำได้

 

มาตรวัดเรือนไมล์

มาที่ห้องโดยสารภายใน สำหรับใครที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้หรือสาวก ให้สังเกตง่ายๆ ว่าในเจนฯ 8 นี้ จะมีจุดเปลี่ยนแปลงหลักๆ อยู่ที่การดีไซน์ปุ่มให้เหลือน้อยลง เพื่อการใช้งานที่ง่ายขึ้น โดยปุ่มที่หายไปทั้งหมด จะถูกเอาไปรวมกันไว้ที่หน้าจอทัชสกรีนตรงกลางขนาด 10.9 นิ้ว ที่สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่, เสียงท่อ, เครื่องปรับอากาศ รวมไปถึงเครื่องเสียง ในขณะที่โทนสีที่ใช้ตกแต่งภายในจะเป็นแบบดำเงาเปียโน เพิ่มความหรูหรา รวมไปถึงมาตรวัดที่วางตระหง่านหลังพวงมาลัย โดยมีให้มองกันเต็มๆ ตา ถึง 5 มาตรวัด ไล่เรียงจากซ้ายไปขวาตั้งแต่ นาฬิกาและมาตรวัดอุณหภูมิอากาศ, มาตรวัดความเร็ว, มาตรวัดรอบเครื่องยนต์, หน้าจอบอกสถานะต่างๆ ของรถ และปิดท้ายด้วย เกย์วัดน้ำมัน อุณหภูมิเครื่องยนต์

 

ภายในห้องโดยสานด้านหน้า

ปิดท้ายกันที่ราคา สำหรับ Porsche 911 Carera S ซึ่งทาง AAS ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตั้งราคาเริ่มต้นไว้ 11.5 ล้าน ซึ่งนี่เป็นแค่ราคาเริ่มต้น แต่ถ้าอยากได้สเปกที่สูงขึ้น ราคาก็จะขยับสูงขึ้นตามออฟชั่นที่ใส่เพิ่มเข้าไปนั่นเอง...