ต้องยอมรับว่าปัจจุบันประเภทรถที่ได้รับความนิยมสูงสุดทั่วโลกคือ Crossover และ SUV ทำให้กระแสรถซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบคค่อยๆ แผ่วลงเรื่อยๆ และเริ่มล้มหายตายจากกันไป โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องเล็กทั้ง 3 สูบ และ 4 สูบ ที่ตอนนี้ก็เหมือนซื้อเวลาไว้และน่าจะสูญพันธุ์ไปในอีกไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า ล่าสุด Audi ได้ประกาศออกมาแล้วว่ารถโมเดลเล็กสุดของค่ายถึงเวลาต้องลาจาก

 

 Audi A1

 

Mr. Markus Duesmann, CEO ของ Audi ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า A1 รุ่นปัจจุบันจะเป็นเจนเนอเรชั่นสุดท้ายที่ออกขาย แต่ไม่ใช่ว่า Audi จะเลิกทำตลาดรถขนาดเล็ก เพราะเรายังจะได้เห็นรถขนาดเล็กของ Audi รุ่นใหม่ๆ ออกมา เพียงแต่จะไม่ใช้เครื่องยนต์แล้วเท่านั้นเอง ทั้งนี้เนื่องจากภายใต้กฎควบคุมเรื่องการปล่อยไอเสีย Euro 7 การทำรถขนาดเล็กที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นซึ่งส่งปัญหากับ A1 แน่นอน ดังนั้นการไปลงทุนกับรถยนต์ขนาดเล็กพลังงานไฟฟ้าจะคุ้มกว่า ดังนั้นในอนาคตเมื่อไม่มี A1 แล้ว รถรุ่นเริ่มต้นของ Audi ก็จะกลายเป็น Q2 แทน

 

 Audi RS3

 

อย่างไรก็ตาม แฟน Audi ที่ชอบรถกระทัดลัดสมรรถนะสูงชนิดไล่กวดซูเปอร์คาร์ได้ เตรียมเงินไว้ได้เลย เพราะล่าสุด Audi ได้เปิดผ้าคลุม Audi RS3 รุ่นใหม่ล่าสุดออกมาแล้วกับพละกำลังระดับ 400 แรงม้า! ซึ่งถือเป็นคู่แข่งน่ากลัวของ Mercedes-AMG A 45 S โดยตรง โดย RS3 รุ่นล่าสุดนี้มีทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และ Sportback 5 ประตู

 

  Audi RS3

 

ย้อนกลับไปเมื่อยุค 1980 ถ้าใครเกิดทันก็จะได้เห็น Audi คันหนึ่งที่เป็นรูปทรงคูเป้มากับเครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ เทอร์โบ ขับเคลื่อน 4 ล้อ โป่งกว้างรอบคัน ซึ่งรถรุ่นนั้นได้กลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ซึ่งก็คือ Audi Quattro (Quattro ตอนนั้นเป็นชื่อรุ่นนะครับไม่ใช่ชื่อระบบอย่างทุกวันนี้) ผ่านไป 40 ปี พื้นฐานสูตรเด็ดนั้นได้ถูกจับมายัดใส่ในรถขนาดเล็กอย่าง Audi RS3 ขุมพลังที่ RS3 รุ่นล่าสุดใช้ยังคงเป็นเครื่องยนต์เบนซิน 5 สูบ เทอร์โบ เช่นเดียวกับในรถตำนานอย่าง Quattro และ RS3 รุ่นก่อนหน้านี้ แต่ได้มีการปรับปรุงใหม่ และได้เพิ่มระบบใหม่อย่าง Torque Splitter Rear Differetial หรือระบบกระจายแรงบิดที่เฟืองล็อคเพลาขับด้านหลัง

 

  Audi RS3

 

ตัวถังภายนอกของทั้งรุ่น 4 ประตูและ 5 ประตู ถูกออกแบบให้มีความดุดันเป็นพิเศษ กระจังขนาดใหญ่ลายรังผึ้งสีดำเงาพร้อมช่องดักลมที่มุมกันชนซ้าย-ขวาเพื่อการระบายความร้อนระบบต่างๆ ไฟหน้า LED มีไฮไลท์ที่มุมโคมไฟด้วยแผงไฟ LED ลักษณะคล้ายธงตราหมากรุก แก้มหน้าทรงเหลี่ยมเจาะช่องระบายความร้อนดูแล้วทรงคล้ายๆ ของ Quattro เจ้าของตำนานอยู่เหมือนกัน สเกิร์ตข้างและกันชนท้ายตกแต่งด้วยลายรังผึ้งแบบเดียวกับกันชนหน้า ใต้กันชนท้ายเป็น Diffuser สีดำเงา ปลายท่อไอเสียวงรีออกฝั่งละท่อ ไฟท้าย LED เป็นทรงแคบแนวนอน

 

  Audi RS3

 

ปิดท้ายด้วยสปอยเลอร์หลังชิ้นเล็กบนฝากระโปรงท้ายในรุ่น 4 ประตู และบนหลังคาในรุ่น 5 ประตู เพื่อเพิ่มแอโรไดนามิคให้กับรถทุกครั้งที่ซัด! สำหรับลูกค้าที่ชอบความแตกต่างและดุดันมากยิ่งขึ้น ก็มีอ๊อพชั่นให้เลือกจากสแตนดาร์ดสีดำเงาเป็นสีอลูมิเนียม Alu-Optic หรือคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยเช่นกัน ส่วนล้อที่ให้มาเป็นขนาด 19 นิ้ว โดย RS3 ที่ขายในยุโรปบางประเทศมากับยาง Semi-Slick ของ Pirelli เลยทีเดียว

 

  Audi RS3

 

ภายในของ RS3 ใหม่นี้แทบจะเรียกว่ายกมาจาก Lamborghini เริ่มต้นด้วยหน้าจอแสดงผล Audi Virtual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว พร้อมด้วยหน้าจอ Infotainment MIB3 ขนาด 10.1 นิ้ว ภายในตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ เบาะนั่งเดินด้ายเย็บลายรังผึ้งตามแบบฉบับโมเดล RS มีด้ายเย็บให้เลือก 3 สีคือ แดง ดำ และเขียว

 

  Audi RS3

 

มาถึงหัวใจสำคัญของรถคันนี้ ทาง Audi เคลมว่า RS3 รุ่นใหม่นี้เป็นรถที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในกลุ่ม ขุมพลังที่ใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร 5 สูบแถวเรียง เทอร์โบ โดยสเป็ครถที่ขายทั่วโลกจะมีพละกำลัง 394 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร แต่ถ้าเป็นเวอร์ชั่นที่ขายในอเมริกาจะได้แรงม้าถึง 401 ตัว พละกำลังดังกล่าวถูกส่งลงสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro ผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดคลัทช์คู่ พร้อมด้วยระบบกระจายแรงบิด Torque Splitter ที่ช่วยให้เข้าโค้งได้ดีขึ้นไปอีก

 

  Audi RS3

 

โหมดการขับมีให้เลือกตั้งแต่ Auto เพื่อการขับขี่ทั่วไปเน้นความสะดวกสบายโดยกำลังส่วนใหญ่ส่งไปที่ล้อหน้า ต่อด้วยโหมด Dynamic ที่ถ่ายกำลังไปที่ล้อหลังมากขึ้น ตามมาด้วยโหมด RS Performance ที่ส่งกำลังไปที่ล้อหลังมากขึ้นไปอีก แต่จะเหมาะกับการขับในแทร็คมากกว่าบนถนนโดยปรับทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ ปิดท้ายด้วยโหมด RS Torque Splitter ที่จะช่วยลดอาการ Understeer (หน้าแถ) และ Oversteer (ท้ายกวาด) เมื่อใช้ความเร็วสูงมากๆ ในโค้ง ระบบช่วงล่างถูกเซ็ตมาในรูปแบบสปอร์ตเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว แต่ก็มีอ๊อพชั่นที่เป็นช่วงล่างปรับได้ Adaptive Suspension โดยตัวโช้คอัพจะปรับอัตโนมัติตามลักษณะถนนและการขับรวมถึงปรับตามโหมดการขับที่เลือกด้วย

 

  Audi RS3

 

เรื่องโครงสร้างตัวรถถ้าเทียบกับ A3 แล้ว RS3 ได้รับการปรับใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจุดยึดต่างๆที่หนาแน่นมากขึ้น เหล็กกันโคลงหน้าขนาดใหญ่ เลย์เอาท์ช่วงล่างด้านหน้าแบบดับเบิ้ลวิชโบน แพยึดช่วงล่างท้ายที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งนี้เพื่อรองรับระบบ RS Torque Splitter รวมถึงอัตราทดพวงมาลัยที่ให้การตอบสนองเร็วและแม่นยำมากขึ้น และถ้านำมาจอดเทียบกัน ตัวรถ RS3 จะเตี้ยกว่า A3 ประมาณ 1 นิ้ว (ความสูงจากพื้นถนน) ส่งผลให้ RS3 มีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า นั่นหมายความว่ามีสมรรถนะการเกาะถนนดีกว่าแน่นอน ระบบเบรกสแตนดาร์ดด้านหน้าเป็นแบบ 6-Piston แต่ถ้าคุณอยากได้ประสิทธิภาพที่สูงกว่านั้น แค่จ่ายเงินเพิ่มก็จะได้เบรกหน้าคาร์บอน-เซรามิค รวมถึงขนาดจานเบรกหลังที่ใหญ่ขึ้น

 

 Audi RS3

 

ตัวเลขที่หลายคนอยากรู้ตอนนี้คืออัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทาง Audi ยืนยันมาแล้วว่า RS3 ทำได้ 3.8 วินาที เร็วกว่า Mercedes-AMG CLA 45 (4.1 วินาที) และ CLA 45 S (4.0 วินาที) ส่วนท็อปสปีดไปได้ถึง 250 กม./ชม. และเช่นเคยถ้าเพิ่มอ๊อพชั่น Performance Package เข้าไป จะไปได้ถึง 280 กม./ชม. และถ้าใส่ชุดเบรกคาร์บอน-เซรามิคที่ช่วยลดน้ำหนักตัวรถลง ท็อปสปีดคันนี้จะทำได้ถึง 290 กม./ชม. เลยทีเดียว

 

 Audi RS3

 

Audi RS3 รุ่นล่าสุดนี้จะเริ่มออกขายในยุโรปเดือนสิงหาคมปีนี้ กับราคาเริ่มต้นที่ 60,000 ยูโร ในรุ่น Sportback 5 ประตู และ 6,2000 ยูโร ในรุ่นซีดาน 4 ประตู ถ้ามาถึงประเทศไทยยังไม่ทราบว่าจะราคาเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ เป็นอีก 1 รุ่นที่ผมอยากได้มากๆ