by Carzanova Team Nat
Hits: 77

ตลาดรถไทยรุกคืบ...สู่สังคมรถไฟฟ้าชี้ปีหน้าโตต่อเนื่องหลังปีนี้ทะลุล้านคัน!!!

ค่ายรถยนต์ฟันธงตรงกันรถยนต์ยุคใหม่ “รุกคืบ...ก้าวสู่สังคมรถไฟฟ้า”เชื่อมคนเชื่อมเทคโนโลยีเชื่อมสิ่งแวดล้อมเชื่อมบริการพร้อมทุ่มงบวิจัยและพัฒนาเร่งให้ความรู้ผู้บริโภคชี้ตลาดรถยนต์ปีนี้ทะลุล้านคันแน่นอนปีหน้าโตต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า5 % ปัจจัยบวกเพียบเก๋งกระบะอีโคคาร์ยอดขายเพิ่มสูงสุดเป็นสถิติใหม่ตลาดกระบะบรรทุกเพื่อการพาณิชย์

 

สมาคมผู้สื่อข่างรถยนต์และจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) หรือ (Thailand Automotive Journalists Association : TAJA) จัดเสวนาทางวิชาการหัวข้อ “ชี้แนวร่วมรัฐเอกชนเปิดยุทธศาสตร์ยานยนต์ใหม่รุกทันกระแสโลก...?” โดยมีผู้บริหารจากบริษัทรถยนต์ชั้นนำและองค์กรภาคเอกชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นเทรนด์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าเนื่องจากปีนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ก้าวสู่มิติใหม่นั้นคือแนวโน้มการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาดโดยยอดการผลิตรถยนต์ทุกแบรนด์ในเดือนตุลาคม2561อยู่ที่197,203คันเพิ่มขึ้น20.62เปอร์เซ็นต์จากปีที่ผ่านมารถยนต์นั่งมียอดการผลิต76,905คันเพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา9.31เปอร์เซ็นต์ส่วนรถกระบะ1ตันมียอดการผลิต117,539คันเพิ่มขึ้น30.15เปอร์เซ็นต์

จะสังเกตเห็นได้ว่าในช่วงนี้การผลิตรถกระบะ1ตันจำนวนเพิ่มมากขึ้นอันนี้ชี้ให้เห็นถึงการเติบของเศรษฐกิจของประเทศเพราะรถกลุ่มนี้ผู้บริโภคจะซื้อไปใช้ในเชิงพาณิชย์เป็นหลักซึ่งคาดว่าการผลิตรถในเดือนพฤศจิกายน2561จะยังคงใกล้เคียงกับเดือนตุลาคมด้วยเหตุที่ผู้ผลิตต้องเร่งผลิตรถล่วงหน้าเพื่อชดเชยวันหยุดในช่วงเทศกาลปีใหม่และผลิตรถรองรับยอดจองที่จะเกิดขึ้นในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่35ซึ่งคาดว่าจะมียอดจองประมาณ4-5หมื่นคัน

 

ทางด้านสถิติการผลิตรถยนต์ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม2561รวมทุกประเภทอยู่ที่1,801,319คันเพิ่มขึ้น9.75เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นรถยนต์นั่งผลิตอยู่ที่738,340คันเพิ่มขึ้นจากปีก่อหน้า8.19เปอร์เซ็นต์รถโดยสารมากกว่า10ตันผลิต437คันเพิ่มขึ้น95.09เปอร์เซ็นต์รถบรรทุกมากว่า5ตันแต่ไม่เกิน10ตันผลิต26,899คันเพิ่มขึ้น3.83เปอร์เซ็นต์ส่วนรถกระบะ1ตัน1,035,643คันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า11.05เปอร์เซ็นต์การผลิตรถบรรทุกขนาดใหญ่และการผลิตกระบะ1ตันเติบโตเป็นดรรชนีชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ขยายตัวเติบโตขึ้นอีกด้วยเนื่องจากการผลิตรถกระบะ1ตันเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย55เปอร์เซ็นต์และเพื่อการส่งออก45เปอร์เซ็นต์

เมื่อมาดูสถิติการผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม2561มีการผลิตเพื่อการส่งออกรวมทั้งสิ้น961,615คันเพิ่มขึ้น2.42เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง349,085คันลดลงจากปีก่อนหน้า0.01เปอร์เซ็นต์รถกระบะ1ตัน612,530คันเพิ่มขึ้น3.86เปอร์เซ็นต์รถกระบะบรรทุก74,068คันลดลง2.10เปอร์เซ็นต์ระกระบะดับเบิลแค็บ441,493คันเพิ่มขึ้น5.28เปอร์เซ็นต์รถอเนกประสงค์ PPV จำนวน96,969คันเพิ่มขึ้น2.32เปอร์เซ็นต์ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศรมทั้งสิ้น839,704คันเพิ่มขึ้น19.56เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง389,255คันเพิ่มขึ้น16.77เปอร์เซ็นต์รถกระบะ1ตัน423,113คันเพิ่มขึ้น23.41เปอร์เซ็นต์แบ่งย่อยเป็นรถกระบะเพื่อการบรรทุก215,212คันเพิ่มขึ้น18.23เปอร์เซ็นต์รถกระบะดับเบิลแค็บ150,562คันเพิ่มขึ้น31.84เปอร์เซ็นต์รถอเนกประสงค์PPV 57,339คันเพิ่มขึ้น22.96เปอร์เซ็นต์รถยนต์โดยสาร10ตันขึ้นไป437คันเพิ่มขึ้น95.09เปอร์เซ็นต์และรถบรรทุก26,899คันเพิ่มขึ้น3.83เปอร์เซ็นต์

“การเติบโตขึ้นของตลาดรถกระบะเพื่อบรรทุกเป็นดรรชนีชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของเศรษฐกิจภายในประเทศเนื่องจากความต้องการใช้รถของผู้บริโภคเพื่อใช้งานเพื่อการพาณิชย์อุตสาหกรรมก่อสร้าง-โครงพื้นฐานและเกษตรกรรมนอกจากนี้ความต้องการรถยนต์ในกลุ่มรถอเนกประสงค์SUV ยังสดใสตลาดเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องโดยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมาส่วนแบ่งจากตลาดจากกลุ่มรถยนต์นั่งสูงถึง69เปอร์เซ็นต์โดยปัจจัยบวกมาจากขนาดเครื่องยนต์เล็กลงทำให้ราคาลดลงผู้บริโภคเข้าถึงได้ง่ายขึ้นอัตราการเติบโตจึงดีมากๆนอกจากนี้ตลาดรถอเนกประสงค์PPV ยังเติบโต8.9เปอร์เซ็นต์ชี้ให้เห็นว่าผู้บริโภคยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์รถยนต์ในกลุ่มนี้”นายสุรพงษ์กล่าว

จากการความต้องการของตลาดภายในประเทศมากขึ้นคาดว่าประมาณการการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยจะสร้างสถิติใหม่อีกครั้งที่2,100,000คันเติบโต5.59เปอร์เซ็นต์เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ1,000,000คันเพิ่มขึ้น15.96เปอร์เซ็นต์และผลิตเพื่อการส่งออก1,100,000คันลดลง2.35เปอร์เซ็นต์สำหรับการผลิตรถจักรยานยนต์ในเดือนตุลาคม2561รวมทั้งสิ้น201,326คันเพิ่มขึ้น2.78เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นผลิตรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 167,314คันเพิ่มขึ้น1.91เปอร์เซ็นต์และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) 34,012คันเพิ่มขึ้น2.78เปอร์เซ็นต์ (คำนวณจากการใช้ชิ้นส่วนมากกว่า70เปอร์เซ็นต์คิดเป็น1คัน)

ทางด้านการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน (อีโคคาร์) ตั้งแต่เริ่มโครงการปี2643- ตุลาคม2561มีการผลิตทั้งหมด2,387,512คันผลิตเพื่อส่งออก1,314,492คันคิดเป็นเป็นสัดส่วน55เปอร์เซ็นต์ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ1,073,020คันคิดเป็นสัดส่วน45เปอร์เซ็นต์ระหว่างเดือนมกราคม-ตุลาคม2561มีจำนวน317,621คันเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า7เปอร์เซ็นต์โดยเป็นการผลิตเพื่อกาส่งออก145,183คันลดลงจากช่วงเดียวกัน12เปอร์เซ็นต์แลผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ172,438คันเพิ่มขึ้น30เปอร์เซ็นต์จะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาการส่งออกอีโคคาร์ลดลงเนื่องจากความต้องการในประเทศเพิ่มขึ้นสัดส่วนการจำหน่ายอีโคคาร์ในประเทศเพิ่มเป็น55เปอร์เซ็นต์ส่งออก45เปอร์เซ็นต์จากในช่วงเดียวกันของปีก่อนจำหน่ายในประเทศ45เปอร์เซ็นต์ส่งออก55เปอร์เซ็นต์โดยอีโคคาร์มีสัดส่วนจากการผลิตรถทั้งหมด317,621คันหรือมีสัดส่วนจากยอดการผลิตรถทั้งหมด17.63เปอร์เซ็นต์เป็นการส่งออก15.10เปอร์เซ็นต์จำหน่ายในประเทศ20.54เปอร์เซ็นต์

ส่วนสถิติการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม – ตุลาคม2561อยู่ที่2,130,381คันเพิ่มขึ้น1.67เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) จำนวน1,724,595คันเพิ่มขึ้น0.38เปอร์เซ็นต์และชิ้นส่วนประกอบ (CKD) จำนวน405,786คันเพิ่มขึ้น5.43เปอร์เซ็นต์เนื่องจากค่ายรถจักรยานยนต์ใช้ประเทศไทยเป็นการผลิตจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพื่อส่งออกไปต่างประเทศกำลังการผลิตจึงเพิ่มขึ้นตามคงามต้องการของตลาดโลกอย่างไรก็ตามแม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้าจะมาแรงทั่วโลกแต่สำหรับในประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้าจดทะเบียนสะสมถึงเดือนตุลาคม2561จำนวน1.435คันเพิ่มขึ้น61เปอร์เซ็นต์จากเดือนเมษายน2561ที่มียอดจดทะเบียนสะสม1,374คันโดยแบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน7คนจำนวน133คันเพิ่มขึ้น45เปอร์เซ็นต์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน7คนจำนวน3คันรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล1,131คันโดยรถไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเป็นรถจักรยานยนต์มากกว่ารถยนต์

ทางด้านนายกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กรบริษัทบีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมในปี2560ที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง27เปอร์เซ็นต์และคาดว่าปี2561อัตราการเติบโตของตลาดรถยนต์กลุ่มพรีเมี่ยมจะอยู่ที่ระดับ28,000คันหรือมีอัตราการเติบโตจากปีก่อนหน้า12เปอร์เซ็นต์โดยในปี2559บีเอ็มดับเบิลยูเริ่มให้ความสนใจเข้ามาทำตลาดรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid) และรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) ซึ่งทางบีเอ็มดับเบิลยูได้มีการให้ความรู้เรื่องรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดกับผู้บริโภคผ่านการจัดสัมมนาทางวิชาการในรูปแบบต่างๆและได้ขยายการให้ความรู้ไปสู่การให้ความรู้รถยนต์ไฟฟ้านอกจากนี้ยังให้ทุนการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนารถยนต์ไฮบริดกับสถาบันการศึกษาต่างๆในประเทศไทยโดยรวมไปถึงการลงทุนตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าทั่วประเทศ50สถานีซึ่งจะดำเนินการได้ครบถ้วนภายในปีนี้ผลของการดำเนินยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลให้ปีนี้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูปลั๊กอินไฮบริดมีอัตราการเติบโตสูงถึง112เปอร์เซ็นต์นอกจากนี้บีเอ็มดับเบิลยูยังได้ลงทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่ศูนย์พัฒนาAutonomous เมืองมิวนิกประเทศเยอรมนีเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ทางธุรกิจยานยนต์ในอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก4แนวทางที่จะมาเป็นValue Change กุญแจดอกสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์คือ

-A:Autonomous

-E:Electrified

-C:Connected

-S:Services

สำหรับแนวทางการวิจัยและพัฒนารถยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยูเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตเพราะการที่สังคมไทยจะก้าวสู่สังคมรถไฟฟ้ายังต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงเพื่อสร้างประโยชย์สูงสุดทั้งภาครัฐเอกชนและผู้บริโภค

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์บริษัทมาสด้าเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวถึงแนวทางการพัฒนารถยนต์มาสด้าในอนาคตว่ามาสด้ายังคงยึดแนวคิดzoom-zoom มุ่งเน้นโมเดลธุรกิจCASE : C=Connected,  A=Autonomous, S=Shared, E=Electric ที่ยังคงวิสัยทัศน์ที่โลกผู้คนและสังคมพร้อมวางแผนทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไว้ว่าปี2573จะลดการผลิตรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปให้ได้50%และในปี2593จะลดเหลือเพียง90%โดยตั้งเป้าหมายให้การผลิตรถยนต์เป็นรถไฟฟ้าแบบไฮบริดหรือปลั๊กอินรวมไปทั้งEVให้ได้95%ของการผลิตรถทั้งหมดนอกจากนี้ทางมาสด้ายังมีแผนนำเสนอยานยนต์ไร้คนขับออกสู่ตลาดในปี2568โดยในอนาคตMazda EVก็จะยังคงเป็นรถที่อยู่ในวิสัยทัศน์ที่จะตอบโจทย์นำเสนอให้มีการขับขี่ที่สุกมีความรับผิดชอบต่อโลกและเหมาะสมกับสังคมและผู้คน

 

“รถไฟฟ้าของทางมาสด้าที่จะเกิดขึ้นจะเป็นการนำเครื่องโรตารี่มาใช้ในการสร้างกระแสไฟฟ้ากลับไปสู่แบตตอรี่ในรูปแบบไฮบริดรวมถึงจะมีการต่อยอดการผลิตให้รองรับแก๊สแอลพีจีทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมถึงเรื่องของกระแสดไฟฟ้าที่อาจะมีผลกระทบจากพายุหรือไฟฟ้าดับสามารถนำเชื้อเพลิงจากแก๊สแอลพีจีมาใช้กับรถแล้วจ่ายไฟกลับไปยังเครื่องใช้ต่างๆในบ้าน”นายธีร์กล่าว

ทางด้านนายองอาจพงศ์กิจวรสินนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเปิดเผยว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีการผลิตอยู่ในอันดับ12ของโลกอันดับ4ของเอเซียและเป็นที่1ของอาเซียนและโอเชียเนียรวมถึงตะวันออกกลางซึ่งถือว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์และที่สำคัญประเทศไทยยังติดอันดับหนึ่งในห้าของโลกในเรื่องของความคุ้มค่าในการผลิตเทียบเท่าญี่ปุ่นหรือประเทศชั้นนำของโลกด้วยกระแสของโลกอุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบันจะเห็นว่ามีแนวโน้มไปเรื่องของรถพลังงานไฟฟ้าหรืออีวีซึ่งเหตุผลของการเกิดอีวีนั้นเกิดขึ้นจากหลายปัจจัยซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดของอีวีคือมีมลภาวะน้อยกว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้เชื้อเพลิงแต่ปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายมากนักโดยมียอดขายรถอีวีไม่ถึง1%แต่อย่างไรก็ตามในหลายประเทศได้มีการพัฒนาและมีทิศทางนโยบายการใช้รถอีวีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตัวอย่างเช่นยุโรปคาดว่าปี2573จะมีรถที่เป็นไฮบริดหรือปลั๊กอินและอีวีอยู่ที่20-30%ส่วนมหาอำนาจอย่างจีนตั้งเป้าว่าในปี2593จีนจะใช้รถเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดส่วนญี่ปุ่นมีการคาดการณ์ว่า2593จะลดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Effect) ให้ได้80 % โดยในอนาคตอันใกล้รถยนต์100คันจะต้องเป็นรถไฟฟ้า20-30%

 

“ทางด้านเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคตสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คงไม่พ้นเรื่องของแบตเตอรี่จะถูกพัฒนาให้ได้ระยะการขับขี่ได้ไกลขึ้นต่อมาเรื่องแรงบิดที่จะถูกพัฒนาให้สามารถลากจูงของที่มีขนาดใหญ่ได้อันต่อมาก็คงไม่พ้นเรื่องราคาที่ถูกลงและสุดท้ายคือการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้รถไฟฟ้าเกิดขึ้นมาได้เร็วยิ่งขึ้นสุดท้ายคือประเทศไทยจะรักษาฐานการผลิต3ล้านคันและรักษามาตรฐานการผลิตเหนือคู่แข่งในตลาดจึงจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวและเปลี่ยนแปลงการผลิตรถไฟฟ้าเพราะอย่างไรรถไฟฟ้าเกิดขึ้นอย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว”นายองอาจกล่าว

ขณะที่นางสาวสุรีทิพย์ ละอองทองโฉมทองดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาดบริษัทนิสสันมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัดมองแนวโน้มตลาดรถยนต์ว่าในฐานะที่นิสสันเป็นบริษัทข้ามชาติการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินธุรกิจจึงเป็นกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อตอบโจทย์การตลาดทั่วโลกซึ่งจะขับเคลื่อนภายใต้ปรัชญา “Nissan Intelligent Mobility : NIM” คือเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ในอนาคตที่นิสสันพัฒนาขึ้นมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีที่สุดให้ผู้ขับขี่ซึ่งจะเป็นการเชื่อมต่อระว่างระบบนิเวศชุมชนและผู้ขับขี่เข้าด้วยกันนับเป็นกุญแจสำคัญสู่โลกสะอาดและปลอดภัยนับจากนี้ไปนิสสันจะสร้างแบรนด์เพื่อสร้างการรับรู้ด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้คือ

            -Nissan Intelligent Power: ความก้าวล้ำของระบบขับเคลื่อน

            -Nisssan Intelligent Driving: ความก้าวล้ำของการขับขี่

            -Nissan Intelligent Integration: ความก้าวล้ำของการผสานเทคโนโลยี

จากข้อมูลการวิจัยของสำนักงานสถิติแห่งล่าสุดระบุว่าในปี2573ประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ การเคลื่อนไหวและการเชื่อมต่อ (Mobility + Connected) จะเข้ามาอยู่บนรถยนต์และเคลื่อนไหวไปพร้อมกับรถและผู้ขับขี่
“ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีอะไรก็ตามจะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความต้องการของผู้บริโภค (Demand) รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ก็เช่นกันจากข้อมูลของนิสสันระบุว่ามีคนจำนวนมากถึง40เปอร์เซ็นต์มีความสนใจที่จะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าโดยมีจำนวน1ใน3ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มอีก5เปอร์เซ็นต์เพื่อที่จะได้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าต้องยอมรับว่าอนาคตยานยนต์ปฏิเสธไม่ได้ในสิ่งที่กำลังจะมาถึงดังนั้นค่ายรถยนต์ต้องเร่งให้ความรู้เตรียมความพร้อมกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต”นางสาวสุรีทิพย์กล่าวในที่สุด