เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดบ้านให้เข้าชมภายในโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดระยอง โชว์ศักยภาพการผลิตรถยนต์ โดยได้พาชมพื้นที่ตั้งแต่ Press Shop ผลิตตัวถังและชิ้นส่วนขนาดใหญ่ Body Shop หรือสายการประกอบที่มีกำลังการผลิตได้สูงสุดถึง 120,000 คันต่อปี Paint Shop ที่มีกระบวนการทำสีตัวถังรถยนต์ถึง 10 ขั้นตอน ทั้งการเคลือบสีตัวถังด้วยการนำไฟฟ้า กระบวนการ PVC ยาแนวตะเข็บรอยต่อเพื่อป้องกันน้ำรั่วและสนิม การพ่นสีรองพื้นและสีจริง และเตาอบสี ปิดท้ายด้วย General Assembly Shop หรือการประกอบชิ้นส่วนทั่วไป ที่รองรับการประกอบรถได้หลายรุ่น ซึ่งในส่วนนี้เองที่ทำให้เราให้เห็นตัวเป็นๆ ของ All New HAVAL JOLION HYBRID SUV ที่เพิ่งคลอดออกมาหมาดๆ และได้มีโอกาสสัมผัสอย่างใกล้ชิดแบบคร่าวๆ ก่อนจะถึงวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ ซึ่งผมเดาว่าคันที่ได้ไปสัมผัสมาน่าจะเป็นตัวท็อปอ๊อพชั่นเต็ม

 

 

All New Jolion Hybrid SUV (Jolion ออกเสียงว่า โจไลออน) ถือเป็น SUV รุ่นที่ 2 จากแบรนด์ HAVAL ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ต่อจาก HAVAL H6 ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน โดยถึงตอนนี้ HAVAL H6 มีตัวเลขส่งมอบในประเทศไทยไปแล้วถึง 1,133 คัน ภายในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังเปิดตัว โดยเจ้าสิงโตตัวล่าสุด All New JOLION เป็น SUV ที่มีขนาดเล็กกว่า H6 โดยมีขนาดความกว้างตัวถัง 1,841 มม. ยาว 4,472 มม. สูง 1,619 มม. และมีระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,700 มม. (ขนาดใกล้ๆ All New Honda HR-V และถือเป็นคู่แข่งโดยตรงเลยก็ว่าได้)

 

กระจังหน้า Star Matrix

 

รูปร่างหน้าตาภายนอกดูหรูหราเอาเรื่อง เน้นเส้นสายโค้งมนรูปทรงไม่จำเจ ด้านหน้าคงเอกลักษณ์ที่คุ้นตาแบบที่เห็นใน H6 ด้วยกระจังหน้า Star Matrix แต่เด่นกว่า H6 ที่ไฟหน้า โดยไฟหน้าของเจ้าสิงโตตัวนี้จะเป็นรูปทรงที่แปลกตากว่า และมีขนาดใหญ่กว่า เอาเป็นว่าถ้าคุณอยู่ในรถคันหน้าแล้วมองกระจกหลังที่มีเจ้าคันนี้วิ่งตามมา คุณรู้แน่นอนว่าเป็น JOLION โดยไฟหน้านี้เป็นแบบ LED ทั้งโคม แบ่งออกเป็นสัดส่วนลวดลายมากมาย พร้อมด้วยไฟส่องสว่างตอนกลางวัน Daytime Running Light และยังมีฟังก์ชั่น Welcome light และ Follow Me Home มาด้วย

 

ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว

 

ด้านข้างมีการออกแบบให้ตัวรถดูปราดปรียวด้วยแนวสันหลังคาที่ลาดลงด้านหลังเล็กน้อย และช่วงท้ายที่สั้น ทำให้เจ้าสิงโตดูไม่เทอะทะ มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 225/55 R18 กระจกมองข้างมีกล้องติดตั้งอยู่ เดาได้ไม่ยากว่าต้องมีระบบกล้องรอบทิศทางมาให้ด้วยแน่นอน ตัวถังด้านข้างมีคิ้วโครเมียมที่ส่วนล่างของประตูก็ช่วยให้รถดูแบนมากขึ้นสปอร์ตมากขึ้น

 

Diffuser ใต้กันชนหลัง

 

แต่ที่เห็นจะแปลกกว่าบรรดารถในกลุ่มเดียวกันค่ายอื่นคือช่วงท้ายที่ดูสั้นซึ่งเป็นดีไซน์ที่ชวนให้สงสัยว่าภายในห้องโดยสารตอนหลังจะแคบ หรือบริเวณเก็บของด้านหลังจะเล็กเกินไปหรือไม่ เดี๋ยวเราไปดูกัน ท้ายรถให้มุมมองสปอร์ตเอาเรื่อง เด่นด้วยรูปทรงไฟท้ายที่ใหญ่แต่ดูไม่เทอะทะ กันชนท้ายแอบมีครีบรีดอากาศหรือ Diffuser มาให้ด้วยอีกต่างหาก ส่วนด้านบนเป็นสปอยเลอร์ฝาท้ายที่ผมว่าดูดีเข้ากับรถมากๆ เสาอากาศเป็นแบบครีบฉลามตามเทรนด์

 

เบาะนั่งคู่หน้า

 

 

เปิดประตูเข้าชมภายใน พูดได้เลยว่าภายในห้องโดยสารของรถยนต์ค่ายนี้ไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องดีไซน์ สี และความหรูหรา โดยทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ เกรท วอลล์ บอกว่าเป็นการออกแบบภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit” หรือแปลง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ภายในอัจฉริยะแห่งอนาคต เน้นโทนสีแบบทูโทน โดยคันที่ผมได้เข้าสัมผัส หนังหุ้มเบาะนั่ง และวัสดุตกแต่งในหลายชิ้นส่วนเป็นสีขาวดูหรูหรามาก ตัวเบาะมีรูระบายอากาศด้วยอีกต่างหาก น่าจะเพิ่มความสบายขณะขับขี่ได้ไม่น้อย เบาะหน้าฝั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง ส่วนฝั่งคนนั่งปรับแมนวล 4 ทิศทาง ส่วนประกอบอื่นภายในห้องโดยสารยังถูกเพิ่มความสวยงามและหรูหราด้วยการใช้สีทองอมแดง Rose Gold ตัดด้วยสีเงิน โครเมียม และดำเงา Piano Black ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะหลายสีเหลือเกิน แต่ก็เข้ากันได้อย่างลงตัว

 

พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น

 

ด้านพวงมาลัยเป็นมัลติฟังก์ชั่นรูปทรงเดียวกับใน HAVAL H6 แตกต่างด้วยสีสันที่ใช้ หน้าจอเครื่องเสียงเป็นแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว เสียดายที่กุญแจยังถูกเจ้าหน้าที่ซ่อนไว้เลยยังไม่ได้ลองว่ามีอะไรให้เล่นบ้าง แต่ตามข้อมูลที่ได้มาคร่าวๆ ก็คือมี MP3 JOOX ระบบนำทาง Navigation System และเชื่อมต่อ Apple CarPlay ได้ มาพร้อมกับลำโพง 6 ตัว ส่วนหน้าจอแสดงผลการทำงานหลังพวงมาลัยเป็นแบบ Multi Information Display ขนาด 7 นิ้ว และยังมีฟังก์ชั่น Head-up Display มาให้ด้วย

 

พนักวางแขนกลางเบาะนั่งด้านหลัง

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มความสบายภายในห้องโดยสารด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ระบบกรองอากาศ PM 2.5 คอนโซลกลางด้านล่างแผงสวิตช์ควบคุมระบบปรับอากาศเป็นที่อยู่ของช่องวางสมาร์ทโฟนที่เป็นช่องวางชาร์จแบบไร้สาย Wireless Charger เบาะนั่งด้านหลังกว้างขวางนั่งสบาย มีพื้นที่วางเท้ากว้างพอสมควร พื้นที่บรรทุกของด้านหลังก็ไม่ได้คับแคบอะไร ซึ่งจากข้อมูลที่ได้คือถ้าพับพนักพิงเบาะหลังลง จะได้พื้นที่บรรทุกความจุ 1,069 ลิตร พิสูจน์ให้เห็นว่าสมมุติฐานที่เห็นจากภายนอกว่าท้ายรถสั้นๆ จะทำให้ภายในห้องโดยสารตอนหลังแคบนั้น ผิดถนัด และก็ถือว่า HAVAL JOLION ไม่ได้ละเลยความสะดวกสบายของผู้โดยสารตอนหลังด้วยที่เท้าแขนส่วนกลางเบาะพับเก็บได้ ช่องแอร์ด้านหลัง และช่องเสียบชาร์จ แล้วยังแอบเห็นด้วยว่ามีสัญลักษณ์ SRS Airbag ที่เสา C-Pillar ด้วย จึงเดาว่าคันนี้ต้องมีถุงลมนิรภัยไม่ต่ำกว่า 6 จุดแน่นอน

 

เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า

 

มาถึงเรื่องขุมพลังที่ใช้ เราได้รายละเอียดมาเพียงเล็กน้อยว่าเป็นระบบไฮบริดที่เป็นการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้า ส่วนกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ชนิดและขนาดของแบตเตอรี่ ยังไม่มีการเปิดเผย แต่ที่แน่ๆ คือพละกำลังของเจ้าสิงโตตัวนี้อยู่ที่ 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ DHT ที่ทาง เกรท วอลล์ บอกว่าเกียร์ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับรถยนต์ไฮบริดโดยเฉพาะ เพื่อสมรรถนะและการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนเรื่องของแพลทฟอร์มรถคันนี้ยังคงใช้ GWM LEMON (Lightweight, Electrification, Multi-Purpose and Omni-Protection Network) แบบเดียวกับที่อยู่ใน HAVAL H6

 

 

ทั้งหมดนี้เป็นแค่การได้ทำความรู้จักกับเจ้าสิงโต All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ในแบบ First Impression หรือความประทับใจแรกเท่านั้น รายละเอียดต่างๆ จะได้ทราบกันอีกครั้งหลังเปิดตัวเร็วๆนี้ และที่สำคัญอีกไม่นานเกินรอเราจะได้ไปทดลองขับกันว่าเจ้าสิงโต SUV คันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง แต่ผมเดาว่าที่ทุกคนอยากรู้ตอนนี้คือ จะมีรุ่นย่อยกี่รุ่น และที่สำคัญคือราคา จริงมั้ยครับ