เมื่อปีที่แล้วเราเพิ่งได้เห็น Mercedes-Benz A-Class ปรับโฉมกันไป มาปีนี้เป็นทีของ CLA กันบ้าง โดยมาพร้อมกับการปรับปรุงทั้งหน้าตาภายนอก ดีไซน์ภายใน เทคโนโลยี และสมรรถนะ ซึ่งหากพูดถึงคู่แข่งโดยตรงของ CLA คงหนีไม่พ้น BMW 2-series Gran Coupe แต่ CLA มีทางเลือกให้มากกว่าด้วยการมีเวอร์ชั่นแวก้อนหรือที่ Mercedes เรียกว่า Shooting Brake ซึ่งครั้งนี้นอกจาก CLA รุ่นปกติจะได้รับการปรับปรุ่งใหม่แล้ว รถในสายพันธุ์แรง AMG อย่าง CLA 45 และ CLA 35 ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยเช่นกัน

 

 

 

Mercedes-Benz CLA 

 

ดีไซน์ภายนอกยังคงเป็นดีไซน์รูปแบบเดิมแต่ได้รับการปรับใหม่ให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น เริ่มจากกันชน และกระจังหน้าใหม่ โคมไฟหน้ายังคงดีไซน์เดิมแต่เปลี่ยนลูกเล่นภายใน ส่วนท้ายรถมีการเปลี่ยนไฟท้ายใหม่และเปลี่ยนทรงครีบรีดอากาศใต้กันชนหลัง ภายในห้องโดยสารได้รับการเปลี่ยนแปลงเช่นกันแต่ดูแล้วมันคือการยกภายในของ A-Class ที่ปรับโฉมเมื่อปีที่แล้วมาใส่เลยล่ะครับ ระบบ Infotainment เป็น MBUX ที่มาพร้อมซอฟท์แวร์เจเนอเรชั่นล่าสุดที่ทาง Mercedes บอกว่าให้มุมมองที่คลาสสิค สปอร์ต และชัดเจน และที่ขาดไม่ได้ก็ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึง Wireless Charger สำหรับสมาร์ทโฟน พวงมาลัยเปลี่ยนใหม่แบบเดียวกับในเวอร์ชั่น AMG ที่เป็นรูปทรงใหม่ก้านแนวนอนแบบคู่พร้อมปุ่มสวิตช์เพิ่มขึ้น และถ้าเป็นรถในเวอร์ชั่น AMG ก็จะได้เบาะสปอร์ตหุ้มด้วยวัสดุหนัง Artico แต่ถ้าเป็นรถ AMG ทั้งคันอย่าง CLA 45 และ CLA 35 ก็จะได้เบาะทรงสปอร์ตยิ่งขึ้นไปอีก ปีกเบาะจะยกสูงกว่ารุ่นทั่วไปเพื่อการโอบกระชับที่มากกว่า และยังสามารถเลือกสีของวัสดุหุ้มเบาะได้ด้วย

 

 

 ภายในห้องโดยสาร

 

สำหรับขุมพลังจะมีการเพิ่มกำลังให้กับเครื่องยนต์เบนซินด้วย Mild-hybrid ที่เป็นมอเตอร์ไฟฟ้า 48V มาเพิ่มกำลังอีก 13 แรงม้าในช่วงออกตัวหรือเร่งแซง โดยทาง Mercedes บอกด้วยว่าการทำงานของระบบมีความสมูธมากขึ้น โดย CLA ใหม่ทุกรุ่น (ที่ไม่ใช่ AMG) ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด คราวนี้มาดูว่าแต่ละรุ่นย่อยมากับเครื่องยนต์อะไรกันบ้าง เริ่มจาก CLA 180 มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร 4 สูบ Mild-hybrid พละกำลัง 136 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 9.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดถูกกำหนดไว้ที่ 215 กม./ชม. ถัดมาเป็น CLA 200 ใช้เครื่องยนต์แบบเดียวกับ CLA 180 แต่ปรับแต่งให้มีแรงม้ามากขึ้นเป็น 163 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 8.4 วินาที ความเร็วสูงสุดขึ้นไปที่ 228 กม./ชม. เหนือขึ้นไปอีกจะเป็น CLA 220 ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ Mild-hybrid พละกำลัง 188 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร ที่สำคัญใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ 7.3 วินาที กับความเร็วสูงสุด 236 กม./ชม. ปิดท้ายด้วย CLA 250 ที่ใช้พื้นฐานเครื่องยนต์เดียวกับ CLA 220 แต่ปรับแรงม้าเพิ่มเป็น 224 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ 6.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 249 กม./ชม. ขณะเดียวกัน CLA ในเวอร์ชั่นที่ขายในยุโรปก็มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกด้วยโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ มีตั้งแต่ 114 แรงม้า ไปจนถึง 188 แรงม้า รวมถึงยังมีรุ่นที่เป็น Plug-in hybrid อย่าง CLA 250e ที่มากับพละกำลัง 215 แรงม้า

 

 

 

แต่สำหรับคนบ้าพลังเราคงต้องพูดถึง AMG CLA 35 และ AMG CLA 45 S Shooting Brake ซึ่งอย่างที่บอกไว้ตอนต้นว่าภายนอกได้รับการปรับปรุงเช่นกันทั้งไฟหน้า กระจังหน้า และไฟท้าย แต่ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปยิ่งกว่าภายนอกก็คือสิ่งที่อยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ซึ่งมีการเพิ่มเติมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 48V เข้าไป (Mild-hybrid) โดย CLA 35 มากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบ 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ส่วน CLA 45 S มากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ ทวินเทอร์โบ ให้พละกำลังถึง 421 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งทั้ง CLA 35 และ CLA 45 S ใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ Dual-clutch 8 สปีด และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทาง Mercedes เคลมว่าเจ้า CLA 45 S สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 4.1 วินาที     

 

 

 

Photo credit:     https://www.motor1.com/news/631982/mercedes-cla-shooting-brake-debuts/  

https://paultan.org/2023/01/19/2023-mercedes-benz-cla-facelift-debuts/2023-mercedes-benz-cla-facelift-debut-22/