เมื่อคืนวันที่ 1 มิถุนายน 2565 เวลา 4 ทุ่ม ตามเวลาเมืองไทย Mercedes-Benz AG ได้เผยโฉม The New Mercedes-Benz GLC แบบ World Premier ให้เหล่าสาวกตราดาวทั่วโลกได้ยลโฉมคันจริงกันแล้ว

 

 

The New Mercedes-Benz GLC 

 

โดยการปรับโฉมครั้งนี้เป็นการปรับแบบเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาใหม่ ที่เห็นเด่นชัดก็จากกระจังหน้าซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ในยุคนี้ รวมไปถึงไฟท้ายที่ดีไซน์ใหม่ ที่ออกแบบให้เป็นแนวยาว และมีดีไซน์ให้เรียวเล็กลง เพื่อให้ดูมีความสปอร์ตมากขึ้น

 

 

ด้านมิติตัวถัง เท่าที่ฟังจาก Video Present ในตัว The New Mercedes-Benz GLC รุ่นใหม่ จะมากับขนาดตัวที่ยาวมากกว่ารุ่นเดม โดยมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 61 มิลลิเมตร รวมไปถึงระยะฐานล้อก็จะยาวขึ้นประมาณ 15 มิลลิเมตร ส่วนความกว้างไม่ได้ระบุแน่ชัด แต่น่าจะใกล้เคียงกับรุ่นเดิม

 

 

สำหรับห้องโดยสารภายใน หรูหราหมาเห่า กับจอกลางแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้ว ที่นอกจากจะมีไว้ควบคุมระบบความสะดวกสบายภายในรถแล้ว ยังเป็นจอที่แสดงข้อมูลการขับขี่แบบออฟโรด รวมถึงกล้องรอบคันก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนจากจอนี้ นอกจากนี้ในส่วนของคอนโซลหน้าตรงกลาง จะมีช่องลมปรับอากาศแบบ 3 ช่อง ส่วนบริเวณด้านคนขับจะมาพร้อมจอมาตรวัด 12.3 นิ้ว และจอ Head Up Display ที่กระจก

 

จอกลางแนวตั้งขนาด 11.9 นิ้ว

 

โดยในส่วนของคอนโซลหน้าและโทนสีภายในห้องโดยสารนั้น จะมีลวดลาย 2 แบบ โดยในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินนั้นจะมาพร้อมคอนโซลหน้าลวดลายคาร์บอน กับเบาะนั่งและห้องโดยสารสีเบจเข้ม แต่ในรุ่นเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid นั้นคอนโซลหน้าจะมาพร้อมกับลวดลายที่หรูหรากับสไตล์เสื้อสูทที่มีเส้นตามสีขาวพาดตามแนวยาว ส่วนเบาะนั่งและห้องโดยสารจะเป็นสีแดงสลับดำ

 

คอนโซลหน้าลวดลายหรูหรากับสไตล์เสื้อสูท (รุ่น Plug-in Hybrid)

 

ด้านขุมพลัง มีให้เลือก 2 แบบ แบบแรกจะมากับเครื่องเบนซิน 4 สูบ 2.0 เทอร์โบชาร์จ 258 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตัน-เมตร ที่มากับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic ส่วนในแบบที่ 2 จะมากับเครื่องยนต์ Pulg-in Hybrid ที่มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหลัง และรุ่น 4MATIC ขับเคลื่อน 4 ล้อ และที่สำคัญไปกว่านั้นในส่วนของแบตเตอรี่ สามารถวิ่งด้วยระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ระยะทางมากถึงกว่า 100 กิโลเมตร

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 พร้อมเทอร์โบชาร์จ

 

สำหรับการวางจำหน่าย แน่นอนคงเปิดทำตลาดที่ยุโรป และอเมริกาก่อน ส่วนในเมืองไทย ยังไม่มีวีแวว แต่เชื่อว่าคงอีกไม่นาน สาวกตราดาวในบ้านเรา คงได้เป็นเจ้าของ ในเวอร์ชั่น CBU ก่อนที่จะเอาเข้ามาผลิตในโรงงานบ้านเราแน่นอน