by Carzanova Team Nat
Hits: 410

ETON แนะนำ Nissan Serena 2 ทางเลือก กับเครื่องยนต์ S Hybrid / e-Power ชอบแบบไหนเลือกแบบนั้น!!

อยากหารถอเนกประสงค์ MPV สักคัน ตัวเลือกก็น้อยเหลือเกิน บริษัทรถยนต์เจ้าใหญ่ๆ ในประเทศก็ไม่ค่อยทำตลาดรถกลุ่มนี้สักเท่าไหร่ จะมีอีกทีก็เป็นแนว “รถตู้” ไปเลย ซึ่งมันไม่ตอบโจทย์พ่อบ้านแม่บ้านที่ยังต้องการลุคทันสมัย และยิ่งเจ็บช้ำเข้าไปอีกเวลาไปเที่ยวต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นแล้วไปเช่า MPV ขับ แต่ละคันมันสวยและขับดีเหลือเกิน เกิดคำถามในใจบ่อยครั้งว่า ทำไมไม่มาขายบ้านเราบ้าง? แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวังเพราะคุณมีตัวเลือกรถยนต์นำเข้าจากผู้นำเข้าอิสระ โดยล่าสุด ETON Group ได้แนะนำ Nissan Serena 2 ทางเลือก กับเครื่องยนต์ S Hybrid / e-Power … ชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้น!!

 

Nissan Serena  รุ่น e-Power

Nissan Serena รุ่นล่าสุดโมเดลปี 2020 เป็นหนึ่งตัวเลือกของรถยนต์ MPV ที่น่าสนใจมากๆ ด้วยรูปทรงภายนอกที่ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัย เหมาะกับคุณพ่อบ้านแม่บ้านสไตล์โมเดิร์น ฟังก์ชั่นภายในสิ่งอำนวยความสะดวกมาครบตามที่ต้องการ ที่สำคัญมีตัวเลือกด้านสมรรถนะการขับเคลื่อนที่ทันสมัยถึงสองแบบ คือมีทั้งไฮบริด และ e-Power ซึ่งทาง ETON ได้นำเข้ามาทั้ง 2 แบบโดยมีตัวเลือกที่แบ่งเป็นรุ่นย่อยอีกแบบละ 2 รุ่น ในอ๊อพชั่นที่ต่างกัน แต่อุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาเหมือนกันทุกรุ่นก็นับว่าจัดมาเต็มพอสมควร ยกตัวอย่างเช่น กระจกตัดแสง Super UV-IR ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เครื่องฟอกอากาศ ม่านบังแดดด้านข้าง ประตูสไลด์ด้านข้างเปิด-ปิดไฟฟ้า ระบบช่วยจอด ระบบช่วยควบคุมให้รถอยู่ในเลน ระบบป้องกันการชน ฟังก์ชั่นอ่านป้าย Stop sign detection และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนอ๊อพชั่นเพิ่มเติมที่มีมาให้ในรุ่น Highway Star ก็คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายเพิ่ม อย่างเช่น ระบบนำทาง เสา GPS กล้องมองหลัง ระบบไฟส่องสว่างบริเวณบันไดทางขึ้นรถ หรือแม้กระทั่งระบบช่วงล่างปรับแต่งใหม่

ภายในห้องโดยสาร รุ่น e-Power

นอกจากอ๊อพชั่นต่างๆ แล้ว สิ่งที่จะมาเป็นตัวเลือกสำคัญก็คือ สมรรถนะด้านการขับขี่ อย่างที่กล่าวไปว่ามีทั้งที่เป็นไฮบริดและ e-Power โดย Nissan Serena S Hybrid จะมากับเครื่องยนต์เบนซินรหัส MR20DD (รหัสเดียวกับที่อยู่ใน Nissan X-Trail รุ่นปัจจุบัน) ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection 150 แรงม้าที่ 6,000 รอบ/นที และแรงบิดสูงสุด 200 นิวตันเมตรที่ 4,400 รอบ/นาที ทำงานควบคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดกำลัง 2.6 กิโลวัตต์ และแรงบิด 48 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ Xtronic CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า

ส่วนในรุ่น e-Power จะเป็นลักษณะการทำงานที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวส่งกำลังขับเคลื่อนไปที่ล้อ และใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กเป็นตัวปั่นสร้างกระแสไฟฟ้าเท่านั้น (แยกการทำงานระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเครื่องยนต์อย่างชัดเจน) ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าตัวดังกล่าวสร้างพละกำลังได้ถึง 134 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 320 นิวตันเมตร ส่วนเครื่องยนต์ที่มีหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าอย่างเดียวใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาดเล็ก 1.2 ลิตร รหัส HR12DE (รหัสเดียวกับที่อยู่ใน Nissan March และ Note แต่มีความแตกต่างของชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์) 83 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร (รายละเอียดเรื่องการทำงานของ e-Power สามารถอ่านได้จากบทความการทดสอบ Nissan Kicks e-Power)

คราวนี้ในเมื่อออพชั่นที่มากับรุ่นไฮบริดและ e-Power เหมือนกัน แล้วแบบไหนจะเหมาะหรือตอบโจทย์สิ่งที่คุณกำลังมองหา เรามีคำแนะนำคร่าวๆเพื่อประกอบการตัดสินใจ ในแง่ของความประหยัด ง่ายที่สุดคือลักษณะการใช้งานของคุณเป็นลักษณะไหน ตัวอย่างแรกคือ หากคุณต้องการรถคันนี้เพื่อใช้รับส่งลูกๆ ไปโรงเรียนโดยขับใช้งานในเมืองเป็นหลัก ไม่ได้ออกต่างจังหวัดบ่อย ใช้ความเร็วปานกลางไม่สูงมาก รุ่น e-Power จะตอบโจท์คุณได้ดีกว่าเนื่องจากการส่งกำลังไปที่ล้อจะมาจากมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น ซึ่งหากขับที่ความเร็วไม่สูงมาก ไม่ได้ใช้อัตราเร่งในการเร่งแซงบ่อยๆ เครื่องยนต์ที่ทำหน้าที่เป็นตัวปั่นกระแสไฟจะทำงานน้อยมาก ส่งผลให้ประหยัดน้ำมันมากตามไปด้วย เพราะเครื่องยนต์จะทำงานเฉพาะแค่เวลาที่กระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดลงหรือเวลาที่ใช้อัตราเร่งสูงๆ เท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าถ้าคุณไม่ใช่คนเท้าหนักเติมน้ำมันเต็มถังขับได้ไม่รู้ลืมล่ะครับ ในทางตรงกันข้ามถ้าลักษณะการใช้งานของคุณมีความหลากหลายออกไปอย่างเช่น มีการใช้ความเร็วสูงบ่อยอย่างเช่นกับขับเร่งรีบบนทางด่วน หรือเดินทางออกต่างจังหวัดเป็นประจำ

ยิ่งถ้าเป็นคนขับที่เท้าหนัก e-Power อาจไม่เหมาะสักเท่าไหร่ เนื่องจากลักษณะการขับแบบนั้นต้องใช้อัตราเร่งบ่อย ดังนั้นเครื่องยนต์แทบจะต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของมอเตอร์ไฟฟ้า และที่สำคัญการปั่นกระแสไฟฟ้าของเครื่องยนต์ในขณะใช้อัตราเร่งหรือความเร็วสูงนั้น จะใช้รอบเครื่องยนต์ที่สูงมาก จากรถที่ออกแบบมาเพื่อการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง จะกลายสภาพเป็นสิ้นเปลืองทันที ดังนั้นหากคุณมีลักษณะการใช้งานดังกล่าว รุ่นไฮบริด ดูจะเหมาะสมกว่า เพราะเป็นการส่งกำลังไปที่ล้อร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเมื่อต้องการเร่งแซง ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะผนวกกำลังเข้าด้วยกัน ส่วนการขับระยะทางไกลที่ใช้ความเร็วค่อนข้างสูง เครื่องยนต์ก็จะรับหน้าที่หลักในการส่งกำลัง โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นตัวชาร์จไฟฟ้าเก็บเข้าแบตเตอรี่ ทั้งหมดทั้งมวลเพียงแค่คุณรู้ลักษณะการใช้งานของคุณเองเท่านี้ก็เลือกไม่ยากแล้วครับ

Serena  รุ่น e-Power

Nissan Serena S ที่ทาง ETON นำเข้ามาจำหน่ายมีทั้งหมด 4 รุ่นคือ รุ่น S Hybrid X ราคา 2.19 ล้านบาท รุ่น S Hybrid Highway Star ราคา 2.59 ล้านบาท รุ่น S E-Power X ราคา 2.49 ล้านบาท และรุ่น S Hybrid E-Power Highway Star ราคา 2.79 ล้านบาท    

 

Nissan Serena รุ่น S-Hybrid

Serena  รุ่น S-Hybrid