by Carzanova Team Nat
Hits: 487

เที่ยวภูเก็ต วิถีใหม่ ไปกับ อีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4

หลังจากประเทศไทยต้องประกาศใช้มาตรการล็อคดาวน์กับวิกฤติการณ์โรคระบาด โควิด-19 เป็นเวลาหลายเดือนจนเศรษฐกิจถดถอย แต่ก็แลกกับการสามารถควบคุมการระบาดของโรคได้เป็นอย่างดี จนในที่สุดภาครัฐได้ประกาศคลายล็อคดาวน์ผ่อนปรนมาตามลำดับ หลายฝ่ายก็ได้พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งเราก็ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศครั้งนี้  

สำหรับการท่องเที่ยวทริปนี้ ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยววิถีใหม่ ตามโครงการของรัฐบาลที่สนับสนุนการท่องเที่ยว โดยที่เราเข้าไปลงทะเบียน “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งรัฐบาลจะช่วยสนับสนุนค่าที่พัก 40% (สูงสุด 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน หรือ 5 คืน) จำกัดสิทธิ์ที่พัก 5,000,000 สิทธิ์ และส่วนลดตั๋วเครื่องบิน 40% (สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท) โดยรัฐจะจ่ายคืนให้ทีหลังจำนวน 2,000,000 สิทธิ์ โดยผู้ลงทะเบียนจะใช้เดินทางได้จริงตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. - 31 ต.ค. 63 ที่สำคัญจะต้องใช้เดินทางท่องเที่ยวข้ามจังหวัด

หลังจากเราลงทะเบียนเรียบร้อย ก็เริ่มเข้าสู่การวางแผนท่องเที่ยวว่าเราจะเที่ยวที่ไหน ซึ่งต้องบอกว่าในหัวมีจังหวัดที่อยากไปท่องเที่ยวหลายที่มาก แต่ที่เราเลือกไปจังหวัดภูเก็ตเพราะเราคิดว่าที่นี่น่าจะได้รับผลกระทบเยอะจากการท่องเที่ยว ซึ่งในตอนแรกเรากะว่าจะค่อยๆ ขับรถค่อยๆ ล่องลงไป แต่อีกใจก็อยากลองเดินทางด้วยเครื่องบินว่ามันมีความยุ่งยากเพียงไหน หลังจากมีการปลดล็อคจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงเรายังได้รับสิทธิ์ได้รับส่วนลดค่าเครื่องบินจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” ซึ่งบทสรุปเราก็เลือกที่จะเดินทางโดยเครื่องบิน

แอพฯ ของ AOT ที่ก่อนขึ้นเครื่องทุกคนต้องลงทะเบียน

 

เราร่วมลงทะเบียนเข้าโครงการตั้งแต่การขึ้นเครื่องที่สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย ตั้งแต่การกรอกข้อมูลลงแอพพลิเคชั่นของการท่าอากาศยาน รวมไปถึงต้องเช็คอินไทยชนะทั้งขาออก และขาเข้าที่สนามบินภูเก็ต อ่อเกือบลือพูดถึงไปสำหรับส่วนลดค่าเครื่องบินที่เราจองในครั้งนี้ เราเดินทางโดยสารการบิน ไทยสมายล์ ซึ่งค่าตั๋วไปกลับที่เราจองราคาอยู่ประมาณ 5 พันกว่าบาท ซึ่งหลังจากได้เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกันแล้ว ผมได้คืนค่าตั๋วมา 1,000 บาท เรียกว่าเต็มจำนวนที่รัฐฯ เค้าซัพพอร์ทให้พอดิบพอดี ทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินในการเดินทางท่องเที่ยวภูเก็ตครั้งนี้เราประหยัดได้พอสมควร

บนสายการบิน มีชุด Kit แจกเพื่อป้องกันกันติดเชื้อช่วงโควิด-19

มารับรถอีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4 ที่โชว์รูมและศูนย์บริการ อีซูซุอันดามันเซลส์ ภูเก็ต

และทันทีที่ถึงภูเก็ตในช่วงสาย เรามุ่งหน้าไปที่ อีซูซุอันดามันเซลส์ โชว์รูมและศูนย์บริการอีซูซุ ที่อยู่ห่างสนามบินเพียงไม่กี่นาที เพื่อไปรับรถอีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4 สำหรับใช้เป็นพาหนะของการเดินทางในทริปนี้ ซึ่งหลังจากตรวจรับรถเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาของมื้อกลางวัน ที่เราปักหมุดไว้เรียบร้อยแล้วว่าเราจะไปทานข้าวกลางวันกันที่ มาดูบัว คาเฟ่ คาเฟ่สไตล์ไทยร่วมสมัย ที่มีจุดเด่นเป็นสวนบัวหลวงสายพันธุ์วิคตอเรียหรือบัวกระด้ง ซึ่งเป็นบัวที่มีขนาดใหญ่และสีสันงดงาม เมื่อนำมารวมเข้ากับการตกแต่งของทางร้าน และบรรยากาศรอบๆ จึงเป็นคาเฟ่แนวใหม่ที่เหมาะมากๆ กับการพักผ่อน และเก็บภาพสวยๆ รวมถึงทานอาหารอร่อยๆ ซึ่งมีกิมมิกของอาหาร ขนม และเครื่องดื่มที่ทำจากบัว

เริ่มต้นเมนูแรกกันที่ Signature Dish ของที่นี่กับเมนูยำก้านบัววิคตอเรียกรอบ ซึ่งก็คล้ายๆ กับยำผักบุ้งกรอบ แต่มันอร่อยกว่า ตามมาด้วยหลนก้านบัวกุ้งสด และปิดท้ายของคาวด้วยก้านบัวต้มกะทิปลาทู

เมนูนี้ทีเด็ด "ยำก้านบัววิคตอเรียกรอบ"

ก้านบัวต้มกะทิปลาทู

ซึ่งหลังจากเรารับประทานอาหารเป็นที่เรียบร้อย ไฮไลท์ของที่นี่คือต้องไปถ่ายรูปโดยยืนบนใบบัวสายพันธุ์วิคตอเรียขนาดใหญ่ แต่น่าเสียดายที่ใบบัวรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 60 กก. ในฐานะที่ผมเป็นคนตัวใหญ่ ก็ได้แต่มองตาปริบๆ ดูคนอื่นได้ลงไปถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ส่วนผมทำได้ดีที่สุดก็แค่ลงไปในเรือที่เค้าเตรียมไว้ให้สำหรับคนที่น้ำหนักเกิน กลัวจะไม่มีภาพไปอวดเพื่อนฝูง และก็เป็นอันเสร็จพิธีกับสถานที่เที่ยวที่แรกในเกาะภูเก็ต

บัวสายพันธุ์วิคตอเรียขนาดใหญ่

จากนั้นเราเดินทางกันต่อ โดยมีจุดหมายเข้าที่พัก ซึ่งครั้งนี้ต้องบอกว่าเราเลือกที่พักที่หรูหราหมาเห่ามากๆ เอาเป็นว่าถ้าไม่มีโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ผมไม่มีโอกาสพักที่นี่แน่ๆ เพราะราคาห้องพักค่อนข้างสูงแตะหลักหมื่นต่อคืน แต่ด้วยการที่เราเข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ทำให้ผมได้ราคาที่พักมาในคืนละ 5 พันบาท ซึ่งเห็นราคานี้แล้วขอกัดฟัน ไปนอนโรงแรมหรูๆ กับเค้าสักครั้ง ซึ่งรีสอร์ทแห่งนี้ก็คือ ศรีพันวา ภูเก็ต นั่นเอง

สำหรับ “ศรีพันวา” เป็นโรงแรมหรู แบบพูลวิลล่า ที่ตั้งอยู่บนหาดส่วนตัว ปลายสุดของแหลมพันวา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะภูเก็ต สำหรับไฮไลท์ของที่นี่คือวิลล่าทุกหลังจะแฝงตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้และบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว นอกจากนี้วิลล่าทุกหลังมีสระว่ายน้ำส่วนตัว โดยตัวของวิลล่าจะออกแบบในสไตล์ทรอปิคอลร่วมสมัย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลสูงประมาณ 40 – 60 เมตร โอบล้อมด้วยวิวฝั่งทะเลสีครามของทะเลอันดามันได้แบบ 300 องศา

 

บรรยากาศของห้องพัก

ซึ่งหลังจากที่เราได้ซึมซับบรรยากาศของที่พักกันจนได้เวลาเย็น ก็ถึงเวลาที่เราจะต้องหาร้านอาหารเด็ดๆ สำหรับมื้อค่ำกันแล้ว โดยเราได้ออกเดินทางจากที่พักกันโดยรถอีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4 ซึ่งแน่นอนว่าในรถคันนี้มีระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ที่สามารถเชื่อมต่อความบันเทิงได้กับมือถือแบบ Mirror Link ให้การขับขี่ที่เพลิดเพลิน แถมยังประหยัดน้ำมันตามสไตล์อีซูซุ อีกต่างหาก

โดยจุดหมายของมื้อค่ำวันนี้ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา เพราะเราจะต้องนั่งเรือออกจากแหลมหิน ไปทานอาหารกันที่แพครูวิทย์ ซึ่งเป็นเรือนแพที่ตั้งอยู่กลางอ่าวทะเลอันดามัน ทันทีที่ถึง ความประทับใจแรก ต้องยกให้กับภาพบรรยากาศที่สวยงามของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า จมลงบนผืนทะเล ที่ต้องบอกว่างดงามเหลือเกิน ก่อนที่ทางเจ้าของร้านจะมาแนะนำถึงเมนูอาหารทะเลสดๆ หลากหลายเมนู แต่ที่ต้องว๊าว!! กับอาหารมื้อนี้ คือเมนู ซาซิมิ กุ้งมังกร ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้เคยลิ้มรสเมนูอาหารนี้ แต่เรื่องราวของกุ้งมังกร ไม่ได้จบแค่นี้ ทางเจ้าของร้านบอกว่าจากสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้ฟาร์มกุ้งมังกร หรือ ล็อบสเตอร์ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ไม่มีลูกค้า ทำให้เจ้าของฟาร์มต้องรีบระบายกุ้งออกจากฟาร์ม ซึ่งข้อดีของลูกค้าก็คือจะได้กุ้งที่ตัวใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ที่เคยขาย เพราะกุ้งต้องถูกเลี้ยงในฟาร์มนานกว่าปกติ รวมไปถึงราคาที่ทางร้านก็ต้องทำโปรโมชั่นเพื่อระบายกุ้งที่ค้าง ซึ่งในครั้งนี้ราคากุ้งมังกร ก็ถูกลดราคาลงมาจากเดิมถึง 40% เรียกว่ามาเที่ยวแบบวิถีใหม่ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน

ร้านอาหารแพครูวิทย์

วิวสวยๆ ของร้านแพครูวิทย์

ซาซิมิ กุ้งมังกร 

เอาล่ะ!! หลังจากอิ่มเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางกลับที่พัก ซึ่งก็เป็นเวลาค่ำ แต่ด้วยไฟหน้าใหม่ของอีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4 ที่เป็นแบบ LED ทำให้การเดินทางกลับที่พักบนเส้นทางที่ค่อนข้างมืด ไม่เป็นอุปสรรค พร้อมทั้งยังมีไฟสปอร์ตไลท์เสริมความสว่าง ทำให้เราถึงที่พักได้อย่างปลอดภัยไร้กังวัล เพื่อพักผ่อนกับบรรยากาศของโรงแรมหรูให้คุ้มกับการเดินทาง ก่อนที่พรุ่งนี้จะเข้าเมืองภูเก็ตเก็บภาพบรรยากาศเมืองเก่า สำหรับคืนนี้ราตรีสวัสดิ์

บรรยากาศยามค่ำคืน

เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นสายกันสักหน่อย ออกมาว่ายน้ำบริเวณหน้าห้องพัก ก่อนจะอาบน้ำแต่งตัว เพื่อเตรียมเช็คเอ้าท์แล้วเดินทางเข้าเมือง เพื่อไปถ่ายรูปกับบรรยากาศเมืองเก่าของเกาะภูเก็ต ที่เป็นสไตล์ชิโนโปรตุกีส ก่อนจะเข้าเมืองเราได้แวะทานอาหารกลางวันสไตล์พื้นบ้านกันที่ร้านหมี่สะปำ คุณยายเจียร ซึ่งขึ้นชื่อมากของที่นี่

วิวสระว่ายน้ำของศรีพันวา

สำหรับหมี่สะปำ คือผัดหมี่ฮกเกี้ยน ที่จะใช้เส้นหมี่เหลืองกลมที่มีขนาดใหญ่กว่าเส้นบะหมี่ทั่วไปมาผัด โดยหมี่ผัดฮกเกี้ยนทั่วไปจะใช้เนื้อหมูผัดกับเส้น แต่หมี่สะปำ ที่เกิดจากคุณยายเจียรจะนำซีฟู้ดมาดัดแปลงใส่แทนเนื้อหมู ผัดมาแบบน้ำขลุกขลิกสไตล์จีน มีผักกวางตุ้งและไข่ลวกใส่มาให้เพิ่มความอร่อย

หมี่สะปำ

หลังจากอิ่มเป็นที่เรียบร้อย ก็ได้เวลาเข้าเมือง เก็บภาพบรรยากาศของเมืองเก่าที่เป็นตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีส ซึ่งหากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 กว่าปีที่แล้ว เมืองภูเก็ตไม่ได้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลเหมือนทุกวันนี้ แต่เป็นเมืองที่มีทรัพยากรแร่ธาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแร่ดีบุก แร่ดีบุกในสมัยนั้นเป็นแร่ที่มีราคามาก หลายประเทศมีความต้องการใช้ในการพัฒนาประเทศเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม จากการที่มีแร่ดีบุกอยู่มาก ทำให้มีชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตกและชาวจีนเข้าภูเก็ตมาร่วมลงทุนทำเหมืองแร่

 

ย่านเมืองเก่า ตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีส 

โรงแรม และร้านกาแฟ ที่ทำสไตล์ชิโนโปรตุกีส

สำหรับเมืองภูเก็ตในตอนนั้นจึงมีวัฒนธรรมแบบตะวันตก และจีนผสมอยู่ด้วยกัน การสร้างบ้านในตอนนั้นจึงผสมผสานสถาปัตยกรรมทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบชิโนโปรตุกีส โดยคำว่าชิโน (Sino) แปลว่าจีน ส่วนโปรตุกีส ก็คือประเทศโปรตุเกสในทวีปยุโรป เมื่อรวมเป็น ชิโนโปรตุกีส ก็เป็นสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างจีนกับยุโรปได้อย่างลงตัว นั่นเอง

 

ซึ่งหลังจากเราเก็บภาพกันจนหนำใจ ก็ได้เวลานำรถอีซูซุ ไปคืนเจ้าของที่ อีซูซุอันดามันเซลส์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยการแวะซื้อของฝากที่ร้านคุณแม่จู้ จัดเต้าส้อ ชุดใหญ่ เป็นอันปิดทริปสุดประทับใจในสไตล์ เที่ยวภูเก็ต วิถีใหม่ ไปกับ อีซูซุ ดีแมคซ์ 4x4