by Carzanova Team Nat
Hits: 351

เข้าสู่ยุค EV มีรถไฟฟ้าคันไหนน่าสนใจบ้าง???

หลายครั้งในชีวิตเรามักหลีกเลี่ยงสถานการณ์บางอย่างไม่ได้ ไม่เว้นแต่วิวัฒนาการของรถยนต์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ย้อนไปสัก 30 กว่าปีที่แล้ว การมาของระบบเกียร์อัตโนมัติในรถยนต์ที่ขายในประเทศไทยสร้างความหวาดหวั่นให้หลายคนว่าจะขับต่างจากเกียร์ธรรมดา หรือเกียร์กระปุกมากมั้ย จะพังง่ายรึเปล่า ช่างจะซ่อมได้เหรอ ค่าซ่อมต้องแพงแน่ๆ มาจนถึงปัจจุบันเราแทบหารถใหม่ป้ายแดงที่เป็นเกียร์แมนวลแทบไม่มีแล้ว หรืออย่างรถยนต์ไฮบริดที่ตอนมาใหม่ๆ ลูกค้าหลายคนขนาดว่าจองไปแล้วก็ยังมีความลังเลต่างๆ นาๆ แต่มาถึงวันนี้มองไปทางไหนก็เจอแต่รถยนต์ไฮบริด โดยเฉพาะรถยนต์ค่ายใหญ่ฝั่งยุโรปที่หารุ่นที่เป็นเครื่องยนต์เบนซินเพียวๆ แทบไม่มีแล้ว ทางเลือกของคุณมีเพียงแค่ไฮบริด และดีเซล ซึ่งในเวลาอันใกล้นี้เราจะไม่ได้เห็นเครื่องยนต์ดีเซลในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลกันแล้ว ทั้งนี้เนื่องมาจากปัญหาสภาวะแวดล้อมของโลกเราเป็นหลักซึ่งการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอเสียต่างๆ ของรถยนต์เป็นสิ่งที่ต้องหยุดยั้งให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามรถยนต์ไฮบริดก็ยังคงมีเครื่องยนต์ติดตั้งอยู่ด้วย แล้วจะทำอย่างไรให้การปล่อยไอเสียเป็น 0% จึงเป็นที่มาของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% หรือ EV ที่เรากำลังจะพูดถึงกันในครั้งนี้

 Tesla 

EV มาจาก Electric Vehicle หรือพาหนะพลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งไม่มีเครื่องยนต์อีกต่อไป (ดังนั้นรถคันไหนที่ยังมีเครื่องยนต์ให้เห็นอยู่ทนโท่ใต้ฝากระโปรงหน้าก็อย่ารีบเรียกตัวเองว่าเป็นรถพลังงานไฟฟ้านะจ๊ะ) จำได้ว่ารถ EV คันแรกที่ผมได้ขับไม่ใช่รถเก๋งทั่วไปแต่เป็นรถสปอร์ตโรดสเตอร์นามว่า Tesla Roadster ซึ่งเป็นเวลาสิบกว่าปีมาแล้ว โดยปัจจุบัน Tesla ส่งรถออกมาทำตลาดทั้งหมด 4 รุ่นได้แก่ Model S , Model 3 , Model X และ Model Y ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ผมได้ขับเจ้า Tesla Roadster นอกจาก Tesla แล้ว ณ เวลานั้นทางค่าย Nissan ก็เปิดตลาด LEAF โมเดลแรกออกมาขายด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในตลาดรถยนต์ฝั่งอเมริกาเหนือ

Lexus UX 300e 

ในขณะที่ค่ายอื่นๆ ก็เร่งพัฒนารถยนต์ EV เป็นการใหญ่ จนมาถึงวันนี้มีตัวเลือกมากมายในตลาดรถยนต์ EV ในราคาที่แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญมีทุกรูปแบบตั้งแต่รถขนาดเล็ก ซีดาน SUV และรถสปอร์ตพลังสูง ที่สำคัญหากมองในแง่ความซับซ้อนของระบบในรถยนต์ EV ถือว่าน้อยกว่ารถยนต์ไฮบริดด้วยซ้ำ เนื่องจากส่วนประกอบคร่าวๆ ในเรื่องการขับเคลื่อนมีเพียง แบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้าเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ให้มันยุ่งยาก 

kia soul ev

ในประเทศไทยเองวันนี้รถยนต์ EV ที่คุณสามารถเป็นเจ้าของได้มีให้เลือกตั้งแต่ระดับราคาไม่ถึง 7 แสนบาท ไปจนถึงระดับ 10 ล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นยุคของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่น่าสนใจปนประหลาดใจคือ หลายคนเข้าใจว่ารถยนต์ EV ที่ออกมาทำตลาดน่าจะเริ่มจากประเภทรถยนต์ขนาดเล็กเน้นใช้ในเมืองเป็นหลัก แต่ความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นเพราะมันกลายเป็นรถยนต์ในเซ็กเมนท์ยอดฮิตในปัจจุบัน

ในครั้งนี้รถยนต์ EV ที่จะนำมาพูดถึงไม่เพียงแต่เป็นรถที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะรวมถึงรุ่นที่น่าสนใจในต่างประเทศและแนวโน้มที่ลูกค้าคนไทยจะได้เป็นเจ้าของในอีกไม่นานนี้ ตอนนี้ถ้าพูดกันถึงรถยนต์ EV ขนาดเล็กราคาประหยัดที่ขายอยู่ในประเทศไทยตอนนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก FOMM One ซึ่งผมอยากเรียกว่าเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดจิ๋วที่มาพร้อมกับราคา 7 แสนบาทมีทอน แต่ลักษณะการใช้งานน่าจะเหมาะกับในเมืองมากกว่า ซึ่งถ้าจะขับขึ้นทางด่วนผมมองว่าอาจเสี่ยงเกินไปด้วยขนาดของรถที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่นัก น้ำหนักตัวรถรวมแบตเตอรี่อยู่ที่เพียง 630 กก. เท่านั้น และทำความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม. (แต่ก็เห็นบนทางด่วนหลายคันแล้ว)

FOMM One

 

แต่หากว่าคุณต้องการรถยนต์ EV ที่ครอบคลุมการใช้งานได้ทุกรูปแบบโดยเฉพาะในเรื่องของความอเนกประสงค์ในระดับค่าตัว “ล้านสอง” MG ZS EV จอดรอคุณอยู่ที่โชว์รูมแล้ว ขุมพลังเป็นมอเตอร์ไฟฟ้ากับกำลัง 150 แรงม้า

MG ZS EV 

หากขยับราคาขึ้นมาแตะ 2 ล้านบาท คุณจะได้รถยนต์ EV รูปทรงเก๋ไก๋ และเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของผู้นำรถยนต์ EV นั่นก็คือ Nissan LEAF จริงๆ แล้ว LEAF เจนฯ 2 นี้เปิดตัวในประเทศไทยมาได้พักใหญ่ๆ แล้ว แต่ปริมาณรถที่วิ่งบนท้องถนนยังมีน้อยมากด้วยเหตุผลของลูกค้าหลายคนที่ว่าราคาสูงเกินไปหน่อย ซึ่งในระดับค่าตัวแตะ 2 ล้านบาท (ราคาช่วงเปิดตัว 1,990,000 บาท)

Nissan LEAF 

ถ้าคุณเพิ่มอีก 3 แสนบาท คุณได้ MINI Cooper S E แล้วครับ แน่นอนว่าคุณจะทั้งความเท่ห์แบบ MINI Cooper และได้รถที่ขับสนุกกับพละกำลัง 184 แรงม้า แรงบิด 270 นิวตันเมตร เผลอๆจะขับมันส์กว่า Cooper S เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบด้วยซ้ำไป จะขาดก็แค่เสียงแผดดังของเครื่องยนต์เท่านั้นเอง ได้ทั้งความเท่ห์ ความแรง และความประหยัดในคันเดียวเลย

MINI Cooper S E 

ซึ่งภายใต้หลังคาเดียวกัน ทาง BMW ได้ส่งน้องเล็กออกมาทำตลาดในประเทศไทยพักใหญ่ๆแล้วกับ BMW i3S แต่จะเจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นแฟน BMW เป็นหลักเพราะด้วยราคาค่าตัว 3,730,000 บาท (ราคานี้รวม BSI Standard) ถือว่าสูงมากสำหรับขนาดของตัวรถ พูดง่ายๆ ถ้าใจไม่รักจริงซื้อยากครับ

 BMW i3S

ถึงตรงนี้แล้วทำให้นึกถึง Honda E ขึ้นมา เพราะเป็นรถ EV ขนาดเล็กที่มีหน้าตาน่ารัก ซึ่งในประเทศไทยเองก็เริ่มมีให้เห็นแล้วโดยผู้นำเข้าอิสระกับค่าตัวราวๆ 2 ล้านบาท แต่อนาคตทาง Honda Automobile Thailand จะเอามาทำตลาดเองหรือไม่ ยังไม่มีการยืนยัน

Honda E 

ส่วนค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ณ ตอนนี้ยังคงยึดมั่นในการพัฒนารถยนต์ไฮบริดต่อไป ส่วนรถยนต์ EV นั้น จะเห็นก็มี C-HR EV ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย รวมถึงแบรนด์ในเครือญาติอย่าง Lexus ก็เผยหน้าตารถยนต์ EV รุ่นแรกของค่ายออกมาแล้ว โดยใช้ชื่อรุ่น Lexus UX 300e โดยมีภายนอกและภายในเหมือน Lexus UX รุ่นทั่วไปเกือบทั้งหมด แต่ยังไม่ออกจำหน่าย

C-HR EV 

ในขณะที่ทาง Mazda ก็ได้เผยโฉม MX-30 สู่สายตาชาวโลกเป็นที่เรียบร้อย เป็นรถ EV ในรูปแบบ Crossover ที่มีเอกลักษณ์ภายนอกค่อนข้างแปลกและแตกต่างจากรุ่นอื่น โดย Mazda MX-30 ใช้พื้นฐานโครงสร้างเดียวกันกับ Mazda3 และ CX-30 แต่มีทีเด็ดตรงที่ใช้ประตูหลังแบบ Suicide Door (คนไทยเรียกประตูตู้กับข้าว) ลักษณะเดียวกับที่เคยอยู่ในรถสปอร์ตเครื่องโรตารี่คันสุดท้ายของค่ายอย่าง RX-8 และทาง Mazda ได้คุยอีกด้วยว่ารถของพวกเขาเป็นรถยนต์ EV ที่มากับเทคโนโลยี e-SKYACTIVE แต่ที่แน่ๆยังไม่มีกำหนดมาถึงประเทศไทย คงต้องรอไปก่อน

 Mazda MX-30

SUV และ Crossover เป็นเซ็กเมนท์ที่ก่อนหน้านี้ผมเองนึกไม่ถึงว่าค่ายต่างๆ จะส่งรถยนต์ EV เข้ามาทำตลาดกันอย่างคึกคัก นั่นหมายความว่า อีกไม่นานรถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนนทั่วโลกจะเป็นรถยนต์ EV กันหมด เพราะการที่รถยนต์ EV บุกเข้าทำตลาดในกลุ่ม SUV และ Crossover ก็หมายความว่าเป็นการมุ่งเข้าหากลุ่มคนหมู่มาก โดยถ้าพูดถึงรถจากประเทศแห่งผู้นำด้านเทคโนโลยีฝั่งเอเชีย

นอกจากญี่ปุ่นแล้วเราคงต้องยกให้เกาหลีใต้ ในประเทศไทยเราได้เห็นโฉมหน้าของรถยนต์ EV จากค่าย Hyundai อย่าง KONA กันแล้ว พร้อมราคาจำหน่าย 1,849,000 – 2,259,000 บาท เห็นเป็นรถในรูปแบบ Sub-compact Crossover แบบนี้ ห้ามประมาทเรื่องสมรรถนะเด็ดขาด เพราะมันมากับพละกำลังระดับ 200 แรงม้าเลยทีเดียว

Hyundai KONA 

อีกคันที่น่าสนใจคือ KIA Soul EV ด้วยรูปร่างหน้าตาของรถโมเดลนี้ที่ดู “ล้ำ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอมาเป็นเวอร์ชั่น EV ยิ่งดูล้ำสมัยมากขึ้นไปอีก เปิดตัวในประเทศไทยที่ราคา 2,387,000 บาท

แต่ถ้าคุณอยากได้รถยนต์ EV ที่มีคุณสมบัติความเป็น SUV ขนานแท้ ค่ายทางฝั่งยุโรปมีรถพร้อมส่งให้คุณเรียบร้อยแล้วครับ เริ่มจาก Audi ที่ส่ง E-Tron เข้าทำตลาดในประเทศไทยกับค่าตัว 5,099,000 บาท มาแบบครบเครื่องด้วยความเป็น Sport SUV ขับเคลื่อน 4 ล้อ พละกำลัง 408 แรงม้าพร้อมแรงบิด 664 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 5.7 วินาที พร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยสามารถตรวจเช็คสถานการณ์ชาร์จไฟฟ้าผ่านสมาร์ทโฟนได้

ตามมาด้วย Jaguar I-Pace คันนี้ถือว่าเด็ด เพราะนอกจากความอเนกประสงค์ในรูปแบบการใช้งานแบบ SUV แล้ว ทาง Jaguar ดูจะนำเสนอเรื่องของสมรรถนะมาเป็นจุดขายอันดับต้นๆ ถึงขนาดว่ามีรายการแข่งขันในต่างประเทศแบบ One-Make Race โดยใช้ชื่อรายการว่า Jaguar I-PACE eTROPHY เป็นรถ SUV พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แรงม้า 400 ตัว แรงบิดสูงถึง 696 นิวตันเมตร 0-100 กม./ชม. น้องๆ ซูเปอร์คาร์ที่ 4.8 วินาที สำหรับ Jaguar I-PACE เปิดตัวที่ประเทศไทยแล้วที่ราคาเริ่มต้น 5,500,000 บาท

 Jaguar I-Pace 

ส่วนทางค่าย Volvo แม้ในประเทศไทยยังไม่มีรถยนต์ EV เข้ามาทำตลาด แต่เราก็มีโอกาสได้เห็น XC40 Recharge กันไปแล้ว โดยมีข้อมูลเปิดเผยว่าใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 408 แรงม้า 660 นิวตันเมตร ภายนอกตัวรถแทบไม่มีอะไรแตกต่างจาก XC40 รุ่นปัจจุบัน โดยต่อไปนี้ทาง Volvo จะใช้คำว่า “Recharge” ต่อท้ายชื่อรุ่นรถที่เป็น EV และ Plug-in Hybrid

XC40 Recharge

เราจะปิดท้าย SUV EV ด้วยค่ายยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีโดยเริ่มจาก BMW iX3 รถรุ่นนี้ถือว่าเป็น SUV คันแรกของ BMW ที่เป็นรถยนต์ EV โดยใช้พื้นฐานเดียวกับ X3 (G01) โดยทาง BMW แจ้งว่ารถคันนี้ใช้เทคโนโลยี eDrive เจเนอเรชั่นที่ 5 พละกำลังอาจดูไม่มาก อยู่ที่ 286 แรงม้า มากับแรงบิด 400 นิวตันเมตร น่าจะเน้นการใช้งานมากกว่าการเค้นสมรรถนะ แต่ก็มีอัตราเร่งที่ไม่เลว 0-100 กม./ชม.ทำได้อยู่ที่ 6.8 วินาที SUV

BMW iX3 

คันสุดท้ายที่จะกล่าวถึงครั้งนี้คือ Mercedes-Benz EQC 400 4MATIC ซึ่งถือเป็นรถยนต์ EV คันแรกของค่ายนี้ มีสมรรถนะไม่เป็นรองใครกับแรงม้าถึง 408 ตัว พร้อมด้วยแรงบิดหนักหน่วงที่ 760 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. 5.1 วินาที เร็วกว่ารถสปอร์ตหลายๆคัน ซึ่งอันที่จริงแล้วก่อนหน้านี้มีข่าวว่า Mercedes-Benz EQC 400 4MATIC จะทำการผลิตในประเทศไทย แต่สุดท้ายเปลี่ยนแผนเนื่องจากความไม่ลงตัวบางประการ

Mercedes-Benz EQC 400 4MATIC

รถยนต์ EV ที่ผมเก็บไว้เป็นคันสุดท้าย ถือเป็นที่สุดของไฮไลท์ เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Porsche Taycan ที่มาในรูปแบบสปอร์ต 4 ประตู ที่สำคัญพร้อมให้ลูกค้าคนไทยเป็นเจ้าของกันได้แล้วโดยเปิดมา 3 รุ่น ได้แก่ Taycan 4S , Taycan Turbo และ Taycan Turbo S มาพร้อมกับราคาเย้ายวนชวนเสียเงิน เริ่มต้นที่ 7,100,000 บาท ไปจนถึง 11,700,000 บาท แต่ก่อนที่จะงงว่ารถยนต์ EV มีเทอร์โบได้ยังไง? รถคันนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวนั่นแหละครับ ไม่มีเทอร์โบหรอก คำว่า Turbo ต่อท้ายชื่อรุ่นเป็นเพียงแค่การสื่อสารของทาง Porsche ว่าเป็นเวอร์ชั่นที่แรงของรุ่นนั้นๆ เท่านั้นเอง Taycan มีความเหนือว่ารถยนต์ EV ทั่วไปหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เป็นรถยนต์ EV ที่มีเกียร์เดินหน้า 2 สปีด (รถยนต์ EV ทั่วไปมีเกียร์เดินหน้าแค่สปีดเดียว) มีระบบล็อคเฟืองท้ายลิมิตเต็ดสลิป ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แต่หากกำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือน้อย ระบบขับเคลื่อนจะตัดการทำงานเหลือแค่ 2 ล้อหน้าเท่านั้น เรื่องสมรรถนะนั้นหายห่วงโดยเฉพาะรุ่นแรงสุดอย่าง Taycan Turbo S ที่พกแรงม้ามาถึง 625 ตัว กับแรงบิดมหาศาล 1,050 นิวตันเมตร! แค่นั้นไม่พอ หากปรับเข้าใช้ฟังก์ชั่น Launch Control แรงม้าจะเพิ่มขึ้นเป็น 761 ตัว สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ชวนขนลุกที่ 2.8 วินาที!

Porsche Taycan 

จากเมื่อก่อนที่เวลาเราจะซื้อรถสักคัน สิ่งที่จะมาช่วยในการตัดสินใจอาจจะเป็นเรื่องของยี่ห้อ ราคา ความคุ้มค่า สมรรถนะ ความประหยัด หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่พอมาเป็นยุคของรถพลังงานไฟฟ้า 100% สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการใช้งานรถประเภทนี้ในประเทศไทย น่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะทางที่รถสามารถวิ่งได้หลังการชาร์จ ซึ่งโดยทั่วไป ณ ปัจจุบันทำได้ตั้งแต่ 200 กม. ไปจนถึงเกือบ 500 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นกับรถแต่ละคัน ลักษณะการขับ และสภาพจราจร ซึ่งผมบอกได้เลยว่าถ้าคุณคาดหวังตัวเลขระยะทางเหล่านั้นในการขับใช้งานบนจราจรในกรุงเทพฯ คุณคงไม่สมหวังเท่าไหร่ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ไฮไลท์ของรถยนต์ EV ที่กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณในอีกไม่นานนัก รายละเอียดแบบเจาะลึกของรถแต่ละรุ่น เราจะนำเสนอในครั้งต่อๆไป รอติดตามได้เลยครับ