by Carzanova Team Nat
Hits: 994

5 อันดับรถไฟฟ้าในเมืองไทยที่วิ่งได้ใกล้ที่สุด

หลังจากที่เราพาไปดูรถพลังงานไฟฟ้า ที่มีวางจำหน่ายในเมืองไทย แล้ววิ่งได้ไกลที่สุดกันไปแล้ว คราวนี้มาดูรถพลังงานไฟฟ้าในเมืองไทย ที่วิ่งได้ระยะทางใกล้ที่สุดต่อการชาร์จ 1 ครั้ง กันบ้าง และนี่ก็คือ 5 อันดับรถไฟฟ้าที่ในเมืองไทยที่วิ่งได้น้อยที่สุด...

 1. FOMM ONE (วิ่งได้ระยะทาง 160 กม.)

FOMM ONE

เจ้าของตำแหน่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่วิ่งได้ระยะทางน้อยที่สุด ตกเป็นของ FOMM ONE รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กกะทัดรัด รูปร่างหน้าตาน่ารักผสมผสานกับความทันสมัย ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาจากทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม (เอเชีย) จำกัด และถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ในโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเรียกว่า “Micro-Fab”  ซึ่งมีชิ้นส่วนเพียง 1,600 ชิ้น เทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไปที่มีชิ้นส่วนกว่า 30,000 ชิ้น

FOMM ONE สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 4 ที่นั่ง และให้ความประหยัดด้วยอัตราสิ้นเปลืองเพียง 30 สตางค์/กม. จากการใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งอยู่ในดุมล้อหน้าทั้ง 2 ข้าง ให้กำลังสูงสุด 13 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงถึง 560 นิวตันเมตร วิ่งได้เร็วสูงสุด 80 กม./ชม. วิ่งได้ระยะทางไกลสุด 160 กม. ส่วนการชาร์จ สามาถชาร์จด้วยระบบไฟฟ้าภายในบ้านเพียง 6 – 8 ชั่วโมงเท่านั้น และมีจุดเด่นที่สำคัญ คือสามารถลอยน้ำได้

 2. MINE SPA1 2019 (วิ่งได้ระยะทาง 200 กม.)

MINE SPA1 2019 

คันต่อมา ได้แก่รถไฟฟ้าสัญชาติไทยที่ใช้ชื่อว่า “MINE SPA1” ได้ถูกเผยโฉมอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok International Motor Show 2019 ที่ผ่านมา ด้วยขุมพลังที่มาจากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 127 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร วิ่งได้ระยะทางไกลสุด 200 กม. ทั้งนี้ ผู้ผลิตเผยว่า จนถึงปัจจุบันเจ้ารถไฟฟ้าคันนี้สามารถทำยอดจองได้มากกว่า 4,500 คัน แล้ว

 3. MINI COOPER SE (วิ่งได้ระยะทาง 234-270 กม.)

MINI COOPER SE 

มาต่อกันที่รถไฟฟ้าจากค่ายยุโรปกันบ้าง กับค่าย MINI ที่ได้เปิดตัวรถไฟฟ้าอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ได้เป็นอย่างมาก

ด้านขุมพลังของ MINI Cooper SE มาจากขุมพลังเดียวกับที่ใช้ใน BMW i3 ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร แบตเตอรี่ lithium-ion ความจุ 32.6 kWh ขับเคลื่อนล้อหน้า ระยะทางวิ่งได้สูงสุด 234 – 270 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)

การชาร์จไฟทำได้หลายรูปแบบ ทั้งจากไฟบ้าน AC และ สถานี DC Quick Charge สำหรับชาร์จแบบด่วน 10 – 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที ช่องชาร์จไฟจะติดตั้งอยู่บริเวณเดียวกับฝาถังน้ำมันเดิมของ MINI รุ่นเครื่องยนต์ปกติ ตัวเลขเคลมจากโรงงาน สามารถให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 7.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 150 กม./ชม.

สำหรับกำลังไฟในการชาร์จ หากชาร์จจากไฟ AC 1 phase wall plug Type II 2.3 kW จะใช้เวลาชาร์จประมาณ 15 ชั่วโมง, ไฟ AC 1 phase 16A Type II 3.7 kW ใช้เวลาชาร์จประมาณ 9.15 ชั่วโมง, ไฟ AC 3 phase 16A Type II 11 kW ใช้เวลาชาร์จประมาณ 3.15 ชั่วโมง และไฟ DC CCS Combo2 150 kW ใช้เวลาชาร์จประมาณ 28 นาที

 4. BMW i3/i3s (วิ่งได้ระยะทาง 280 กม.)

BMW i3/i3s

สำหรับลำดับต่อมา คือรถไฟฟ้าจากทวียุโรปเช่นกัน ซึ่งได้แก่ BMW i3 และ i3s รถไฟฟ้าสไตล์ครอสโอเวอร์ ที่ช่วงล่างถูกออกแบบมาเพื่อความนุ่มนวล และสะดวกสบายในการโดยสาร ด้วยการใช้ยางประหยัดน้ำมันที่มีหน้ากว้างไม่มากนัก และมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว

มาดูที่ BMW i3 เป็นรุ่นแรกกันก่อน มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 170 แรงม้า และให้แรงบิด 250 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งจาก 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.3 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 150 กม./ชม. การชาร์จไฟ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้เฉลี่ย 280 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC cycle แบตเตอรี่มีขนาดความจุ 94 Ah หรือ 33 kWh

ส่วนผู้ที่รักความเร็ว ในรุ่น BMW i3s สามารถสร้างพละกำลังได้มากกว่าถึง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-62 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.9 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. การชาร์จไฟ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้เฉลี่ย 280 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC cycle พร้อมโหมด SPORT ให้คนขับเลือกเวลาต้องการซิ่ง ซึ่งรถจะปรับให้คันเร่งตอบสนองคมและพวงมาลัยแน่นขึ้น นอกจากนี้ BMW i3s จะได้สปริง ช็อคอัพ และเหล็กกันโคลงที่ทำมาเฉพาะรุ่นอีกด้วย

ส่วนตู้ชาร์จไฟ BMW i Wallbox สามารถชาร์จด้วยกำลังไฟขนาด 11kW ซึ่งทำให้การชาร์จเพียง 3 ชั่วโมง ก็ได้ระยะทางกลับมาประมาณ 180 กิโลเมตรแล้ว รวดเร็วขึ้นกว่าเดิมถึง 5 เท่า นอกจากนี้ มันยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ Digital Charging Service ที่ให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะชาร์จไฟในช่วงเวลาที่อัตราค่าไฟต่อหน่วยถูกที่สุด หรือจะตั้งให้ชาร์จเฉพาะเวลากลางวันในบ้านที่มีหลังคาโซลาร์ได้ด้วย

 5. Hyundai Ioniq Electric (วิ่งได้ระยะทาง 280 กม.)

 Hyundai Ioniq Electric 

มาถึงคันสุดถท้าย กับรถไฟฟ้าจากแดนกิมจิ Hyundai Ioniq Electric ที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-Ion Polymer (LiPo) ความจุ 28 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ในเวลา 9.9 วินาที (โหมด Sport) และ 10.2 วินาที (โหมดปกติ) ทำความเร็วสูงสุดได้ 165 กม./ชม. สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นระยะทาง 280 กม. ต่อการชาร์จเต็มแต่ละครั้งตามมาตรฐาน NEDC

ส่วนระบบชาร์จไฟของ Ioniq Electric 2018 สามารถชาร์จได้ 3 แบบ ได้แก่ แบบทริคเคิ้ล (เต้าเสียบบ้าน) กำลังไฟ 2.3 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็ม 12 ชั่วโมง แบบธรรมดา (Wall Box) กำลังไฟ 6.6 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนเต็ม 4 ชั่วโมง 25 นาที และแบบชาร์จเร็ว (สถานีชาร์จเร็ว) กำลังไฟสูงสุด 100 กิโลวัตต์ ใช้เวลาชาร์จจนถึงระดับ 80% ในเวลา 23 นาที

และนี่ ก็คือ 5 อันดับ รถไฟฟ้าในเมืองไทยที่วิ่งได้น้อยที่สุด ...