by Carzanova Team Nat
Hits: 587

MG EZS รถไฟฟ้า 100% เตรียมบุกไทย

MG เดินหน้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่างจริงจังในประเทศไทย โดยจะมาเปิดตัววางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ในขณะที่ราคาค่าตัวคาดว่าจะอยู่ประมาณ 1.5 ล้านบาท ซึ่งก่อนจะเปิดขายเราขอนำภาพพร้อมข้อมูลมาให้ชมกันก่อนครับ

MG EZS

MG EZS รูปลักษณ์ภายนอกมีความคล้ายคลึงกับในรุ่น ZS ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์แบบเบนซินแต่จะมีความแตกต่างกันบ้างในบางจุด คือ บริเวณโลโก้ตรงกระจังหน้า สามารถเปิดออกมาได้เพื่อให้สามารถทำการต่อสายชาร์ตไฟฟ้าเข้ากับตัวรถ แต่จะต้องทำการปลดล๊อกประตูด้วยรีโมทก่อนในขณะที่ตัวถังด้านข้างจะไม่มีช่องฝาถังน้ำมันให้เห็นอีกต่อไป

ล้ออัลลอยสี Two-Toneขอบ 17 นิ้ว 

โดยเมื่อเปิดฝากระโปรงหน้ารถ จะเห็นชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าที่ถูกติดตั้งไว้ ในขณะที่ใต้ท้องรถจะเป็นส่วนที่ใช้ติดตั้ง Battery ไว้ตลอดแนว Chassisตั้งแต่บริเวณช่วงเบาะหน้ายาวไปจนถึงเบาะหลัง 

ไฟด้านหน้ารถเป็นแบบ Projector ทรงกลม และมีไฟ Day Time Running แบบ LEDมาให้เหมือนในรุ่น ZS แต่ไม่มีไฟตัดหมอกมาให้ เนื่องจากทางผู้ผลิตเห็นว่าไฟแบบ Day Time Running สามารถส่องสว่างได้เพียงพอต่อการใช้งานอยู่แล้วด้านหลังมีไฟท้าย LED แบบเดียวกันกับในรุ่น ZS ประตูห้องเก็บสัมภาระด้านนอกก มีโลโก้ตราสัญลักษณ์ EZS ที่ติดมาให้เห็นชัดเจน แต่ในรถรุ่นนี้ไม่สามารถกดปิด-เปิดด้วยระบบไฟฟ้าได้เนื่องจากผู้ผลิตต้องการลดการใช้พลังงานของ Battery ลง ในส่วนล้อที่ให้มาเป็นล้ออัลลอยสี Two-Toneขอบ 17 นิ้ว ลาย 5 ก้านและมาพร้อมกับยาง Michelin ขนาด 215/50 R17 ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐาน 

ไฟหน้าแบบ Day Time Running แบบ LED

ภายในห้องโดยสารเมื่อเปิดออกมาจะเห็นว่าที่พื้นดูราบเรียบขึ้นทำให้ห้องโดยสารดูกว้างขึ้นกว่าในรุ่น ZS พวงมาลัยไฟฟ้าที่เป็นแบบมัลติฟังก์ชั่น สามารถสั่งงานด้วยเสียง ปรับได้ 2 ทิศทาง หน้าปัทม์เป็นหน้าจอแบบ TFT ประกบด้วยเรื่อนไมล์แบบอนาล๊อคทั้งซ้ายและขวา หลังพวงมาลัยมีระบบเปิด-ปิดไฟฟน้าอัตโนมัติมาให้ บริเวณคอนโซลกลางด้านหน้าเป็นส่วนของจอ Touchscreen ขนาด8 นิ้ว แสดงระบบในการสั่งงานต่างๆแบบ i-Smart พร้อมระบบNavigator นำทาง ที่บริเวณช่องวางของใต้วิทยุมีช่องสำหรับเสียบ USB ให้2 จุด ในส่วนของตำแหน่งเกียร์ จะไม่มีคันเกียร์ยื่นยาวออกมาให้เห็น เนื่องจากทาง MG ได้เปลี่ยนมาใช้เกียร์แบบไฟฟ้าทรงกลมแล้ว โดยใกล้ๆ กันมีปุ่มให้เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ถีง3 โหมด ได้แก่ โหมด Eco Mode, Normal Mode และ Sport Mode ถัดลงมาเป็นปุ่มเบรกมือไฟฟ้า และเบรก Hold ซึ่งถูกติดตั้งมาให้เป็นชุดอุปกรณ์มาตราฐานของรถ ส่วนของหลังคาห้องโดยสารจะเป็น Panoramic Sunroof ที่ปรับด้วยไฟฟ้าเหมือนกับในรุ่น ZS เบาะที่นั่งคนขับสามารถปรับได้แบบไฟฟ้า 6 ทิศทางและเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง

ภายในห้องโดยสาร

ส่วนเบาะที่นั่งด้านหลังเป็นแบบ 60:40 ไม่สามารถปรับองศาพนักพิงได้ แต่สามารถปรับให้พับลงได้ เพื่อให้สามารถเข้าถึงห้องเก็บสัมภาระด้านหลัง ตรงกลางด้านหน้าที่วางขามีช่องสำหรับเสียบสาย USB มาให้1 จุด

ในส่วนของ Battery มีความจุ 40 กิโลวัตต์ การชาร์จไฟ 1 ครั้ง สามารถวิ่งได้ไกลประมาณ 330– 350 กิโลเมตร หรือใช้ได้นานประมาณ 2-3 วัน แต่หากวิ่งด้วยความเร็วแค่ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะสามารถได้ระยะทางที่เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 400 กิโลเมตร โดยระบบการชาร์ตเป็นแบบ Quick Chargeใช้เวลาประมาณ2-3 ชั่วโมง ส่วนระบบความปลอดภัยของ Battery ถูกออกแบบมาให้สำหรับกันน้ำได้ลึกถึง1 เมตร นาน 30 นาที โดยภายใน Chassis มีจะมีซีลที่สามารถป้องกันแรงกระแทก หรือแรงบิดต่างๆ ที่เกิดกับตัวรถได้ตามแบบมาตรฐานโลก เนื่องจาก MG ได้ผลิตรถยนต์ในเสปกเดียวกันเพื่อส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก

โดยทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนเป็นต้นไปทาง MG จะนำรถไฟฟ้าในรุ่น EZS ไปเปิดตัวตามโชว์รูมต่างๆทั่วประเทศ(105 แห่ง)เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นตัวจริง และทำการทดสอบ ส่วนใครที่ตัดสินใจซื้อแล้วคงจะต้องรออีกประมาณ 1 เดือนเนื่องจากต้องนำเข้าทั้งคันจากประเทศจีน