9 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับการแข่งขัน Super GT

สุดสัปดาห์นี้ การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบรายการใหญ่ระดับแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่น ซูเปอร์ จีที (Super GT) 2018 สนามที่ 4 กำลังจะเริ่มขึ้นบนแผ่นดินสยาม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต แม้ปีนี้จะเป็นปีที่ 5 ของการแข่งขันรายการนี้แล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนยังคงมีคำถามสงสัยเกี่ยวกับการแข่งขันรายการนี้ ทีมงาน carzanova สรุป 9 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการแข่งขัน ซูเปอร์ จีที มาให้ลองอ่านกันดูครับ...

  1. การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่น เริ่มครั้งแรกในปี พ.ศ. 2536 โดยใช้ชื่อว่า Japanese Grand Touring Car Championship หรือ JGTC ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
    ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจาก JGTC เป็น Super GT เพื่อเพิ่มความเป็นสากล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548
  2. ในแต่ละฤดูกาลจะมีการแข่งขันทั้งหมด 8 สนาม โดยแบ่งเป็น 7 สนามในประเทศญี่ปุ่น และอีก 1 สนาม
    ที่สนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ซึ่งตั้งแต่ฤดูกาลการแข่งขันปี 2014 สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ก็ได้เข้ามาเป็น 1 ใน 8 ของสนามที่ใช้ในการแข่งขันซูเปอร์ จีที แทนสนามเซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย
  3. สนามสุดท้ายที่ใช้ในการแข่งขันซูเปอร์ จีที ในทุกปี จะถูกกำหนดให้เป็น “สนามทวินริง โมเตกิ”
    (Twin Ring Motegi) ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดโทชิกิ ประเทศญี่ปุ่น
  4. การแข่งขันซูเปอร์ จีที เรซ 2018 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นสนามที่ 4 ในฤดูกาลการแข่งขันปี 2018 และนับเป็นปีที่ 5
    ของการแข่งขัน ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ
  5. การแข่งขันซูเปอร์ จีที แบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ จีที 500 และจีที 300 โดยตัวเลขนี้หมายถึงกำลังแรงม้าสูงสุดในแต่ละรุ่น ซึ่งทั้งสองรุ่นจะทำการแข่งไปพร้อมกัน และแต่ละเรซจะมีระยะทางรวมทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาแข่งขันประมาณ 2 ชั่วโมง
  6. การแข่งขันในรุ่นจีที 500 ประกอบไปด้วย รถยนต์จาก 3 ค่ายรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น ได้แก่ ฮอนด้า นิสสัน และโตโยต้า (เล็กซัส)
  7. การแข่งขันในรุ่นจีที 300 ประกอบไปด้วยรถยนต์จากค่ายรถยนต์แบรนด์ญี่ปุ่น ได้แก่ โตโยต้า นิสสัน
    ซูบารุ และฮอนด้า ที่กลับมาเข้าร่วมการแข่งรุ่นนี้ในปี 2018 และแบรนด์ยุโรป ได้แก่ พอร์ช บีเอ็มดับเบิลยู
    เมอร์เซเดส-เบนซ์ ออดี้ โลตัส เบนท์ลีย์ และเล็กซัส
  8. ไฟ LED ที่ติดอยู่หน้ากระจกรถ สีแดงและสีน้ำเงิน มีไว้เพื่อบอกผู้ชมว่า นักแข่งคนไหนที่กำลังขับอยู่
    จากกติกาการแข่งขัน ที่กำหนดไว้ว่า ในการแข่งขัน 1 เรซ จะต้องมีนักแข่งอย่างน้อย 2 คน โดยไฟ LED
    สีแดง หมายถึง นักแข่งหมายเลข 1 กำลังขับอยู่ ส่วนสีน้ำเงินหมายถึง นักแข่งหมายเลข 2 กำลังขับอยู่
  9. จุดสังเกตในการแยกความแตกต่างระหว่างรุ่นจีที 500 และรุ่นจีที 300 เมื่ออยู่ในสนามการแข่งขัน ได้แก่
  • ไฟหน้า รถแข่ง รุ่นจีที 500 ไฟหน้าจะเป็นสีขาว แต่รุ่นจีที 300 ไฟหน้าจะเป็นสีเหลือง  
  • สติกเกอร์ที่ติดกับตัวรถ รุ่นจีที 500 จะมีพื้นหลังสีขาวและตัวเลขสีดำ แต่รุ่นจีที 300 จะมีพื้นหลัง
    สีเหลืองและตัวเลขสีดำ
  • สติกเกอร์คาดกระจกหน้ารถ รุ่นจีที 500 เป็นแถบสีขาว แต่รุ่นจีที 300 เป็นแถบสีเหลือง
  • กราฟฟิคในการถ่ายทอดสด รุ่นจีที 500 จะเป็นพื้นสีขาว ตัวเลขสีดำ และมีไฟหน้าสีขาว
    แต่รุ่นจีที 300 จะเป็นพื้นสีเหลือง ตัวเลขสีดำ และมีไฟหน้าสีเหลือง