บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เติมเต็มไลน์อัพรถสายพันธุ์สปอร์ตตระกูล R-Series ด้วย Yamaha YZF-R7 ในเมืองไทย หลังจากที่ถูกส่งลงทำตลาดในทวีปยุโรปและอเมริกาเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากผู้บริโภค รวมถึงแฟนยามาฮ่าในประเทศไทยที่ให้ความสนใจและจับจองเป็นเจ้าของนับตั้งแต่ที่เปิดตัวและเปิดราคาจำหน่ายที่ 339,000 บาท ที่พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถจับต้องได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

 

Yamaha YZF-R7 

 

ทั้งนี้ได้เป็นไปตามกลยุทธ์ที่ นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้วางไว้ หลังจากที่ใช้เวลากว่า 2 ปีในการเตรียมความพร้อม จนถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับ YZF-R7 ในตลาดประเทศไทย พร้อมวางตำแหน่งกลุ่มเป้าหมายไว้ระหว่าง YZF-R6 และ YZF-R1 ซึ่ง YZF-R7 นั้นจะเข้ามาเป็นทางเลือกที่เพิ่มขึ้นสำหรับลูกค้า ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสในการขยายฐานลูกค้าด้วยเช่นกัน

 

พงศธร เอื้อมงคลชัย

 

“กลุ่มเป้าหมายของเราได้แก่ คนที่อยากขยับ ซีซี. ขึ้นมาขี่ซูเปอร์ไบค์ ส่วนกลุ่มที่สอง ได้แก่ ลูกค้าที่ขี่รถเรซซิ่งอยู่แล้วและอยากจะเปลี่ยนแบรนด์ดูบ้าง และกลุ่มที่สาม ได้แก่ คนที่อยากจะมีรถทั้งแบบเรซซิ่งและการขับขี่ท่องเที่ยวตอบสนอง DNA รถเรซซิ่งและก็รถที่ขี่สนุกสนานด้วยทัวริ่งได้ด้วย เราตั้งใจทำรุ่นนี้ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งสามกลุ่มนี้ ภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ซึ่งเราคิดว่าคุ้มค่าคุ้มราคานะครับ

 

 

“โดยลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อรถแล้วไปขี่คนเดียว แต่อยากได้ประสบการณ์หลายๆ อย่าง ทั้งการฝึกขับขี่ ซึ่ง YRA ก็พร้อมตอบโจทย์การขับขี่ในรูปแบบเรซซิ่ง ตั้งแต่เทคนิคพื้นฐานเบื้องต้นไปถึงขั้นแอดวานซ์ รวมถึงกลุ่มที่ชอบขับขี่ท่องเที่ยว เราก็มีทริปต่างๆ ที่จะนำเสนอขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้น” แม่ทัพไทยยามาฮ่ามอเตอร์ ได้ให้รายละเอียดถึงความเป็นมาของ R7

 

 

สำหรับคาแรคเตอร์ของ YZF-R7 นั้นใกล้เคียงกับ YZF-R6 ด้วยดีไซน์ภายใต้กลิ่นอายของ R-Series ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นพี่ ทว่ามีความเพรียวและเบากว่า ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะการขับขี่ในสนามเพียงอย่างเดียว แต่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันรวมถึงขับขี่ท่องเที่ยวได้เช่นกัน ด้วยฟีลลิ่งการขับขี่ที่สนุก เข้าโค้งได้ดี ภายใต้เครื่องยนต์แบบ Crossplane 2 สูบ ซึ่งพละกำลังและแรงบิดจะมาในช่วงรอบกลางๆ สอดคล้องกับการใช้งานที่ส่วนใหญ่ก็อยากได้อัตราเร่งแซงที่มั่นใจ มากกว่าการใช้ท็อปสปีด ตำแหน่งการขับขี่ของ YZF-R7 ค่อนข้างสบายไม่ต้องก้มเท่ากับ YZF-R6 ทว่าก็ไม่ใช่แนวสปอร์ต ทัวริ่งเหมือน YZF-R3 อยู่ระหว่างตรงกลาง ดังนั้นกิจกรรมของยามาฮ่าจึงไม่ได้มีเพียงแค่ในสนาม จะมีตั้งแต่การขับขี่ปลอดภัย โดยเริ่มสอนตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น เมื่อผ่านคอร์สดังกล่าวสามารถไปทำใบขับขี่ซูเปอร์ไบค์ได้เลย ส่วนในเรื่องทัวริ่งนั้นเรามีกิจกรรมอยู่ทุกปี เดินทางไปบนเส้นทางที่สวยๆ ทว่าต้องเว้นวรรคไปในช่วงที่ผ่านมาด้วยข้อจำกัดหลายๆ ด้าน หลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

 

 

อีกหนึ่งจุดเด่นของ YZF-R7 อยู่ในจังหวะเร่งแซง สามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเชนจ์เกียร์ลงต่ำ แค่เปิดคันเร่งก็สามารถรีดพละกำลังออกมาได้ตามความต้องการ รวมถึงระบบรองรับแรงกระแทกที่เรียกได้ว่าเป็นท็อปอินคลาส สามารถปรับแต่งเพื่อตอบสนองการขับขี่ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งระยะ pre-load, rebound และ compression ที่หาไม่ได้ในคลาสเดียวกัน โดยลูกค้าสามารถปรับให้นุ่มเพื่อการขับขี่ที่สนุกและปลอดภัยบนท้องถนน หรือจะลงซิ่งในสนามก็สามารถปรับให้แข็งขึ้นได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดขายของ YZF-R7

 

 

ด้วยความโดดเด่นในเรื่องของรูปโฉมบวกกับสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมภายใต้ราคาที่จับต้องได้ ส่งผลให้ R7 เก็บยอดจองไปแล้วกว่า 200 คัน ซึ่งใกล้เคียงกับเป้าหมาย 250 คัน ที่ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้วางไว้ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี พร้อมเดินหน้าตั้งเป้ายอดขาย 2,000 คัน ภายใน 3 ปี โดยมองว่าปัจจัยด้านลบไม่ได้อยู่ที่กำลังซื้อ ทว่าการไม่สามารถออกไปขับขี่ได้นั้นสร้างผลกระทบมากกว่า และด้วยสถานการณ์ที่ดีขึ้นเป็นลำดับก็จะส่งผลให้ยอดขายนั้นเดินไปในทิศทางที่ดีด้วยเช่นกัน

 


การขยับตัวของ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความสำคัญของ R-Series ในประเทศไทย ด้วยไลน์อัพที่ครบครันทั้ง YZF-R1, YZF-R6, YZF-R3 และ YZF-R15 รวมถึงรุ่นล่าสุดอย่าง YZF-R7 ที่จะเข้ามาเติมเต็ม และสร้างอัตราการเติบโตในตลาดสปอร์ตไบค์ให้กับ ยามาฮ่า ในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นตัวตนภายใต้สโลแกน “Revs your Heart - เร่งชีวิตให้เร้าใจ” สื่อถึงพลังแห่งความมุ่งมั่นของการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ที่จะช่วยสร้างสรรค์ความพิเศษและสุดยอดประสบการณ์ เติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับลูกค้า