รถยนต์รหัส Z ของ BMW ก่อกำเนิดมานานพอสมควร ไล่มาตั้งแต่ Z1 ที่ใช้พื้นฐานเดียวกับ BMW 3-Series E30 เป็น Roadster รูปทรงแปลก โดยเฉพาะประตูที่การเข้า-ออกรถน่าจะยากพอสมควร

 

BMW Z1

 

BMW Z1 ผลิตในปี 1989 – 1991 ผลิตออกมาเพียง 8,000 คัน ในเมืองไทยอาจจะมีนักสะสมเก็บไว้แต่ก็ยังไม่เคยเห็น แต่ถ้าจะเป็น Z ที่เราได้เห็นวิ่งกันในเมืองไทยในยุคนั้นก็ต้องเป็น Z3 ที่ผลิตออกมาจำหน่ายตั้งแต่ปี 1995 มีทั้งที่เป็นแบบ Roadster เปิดหลังคาได้รหัสตัวถัง E36/7 และแบบ Coupe รหัสตัวถัง E36/8 โดยใช้แพลทฟอร์มเดียวกับ 3-series ใน E36 ซึ่งเมืองไทยก็มีวิ่งให้เห็นบ้างประปรายแต่ไม่ได้มากมายอะไร เป็นพวกของเล่นเศรษฐีมากกว่าที่จะซื้อมาใช้งาน รวมถึงตอนหลังที่มีตัวแรงอย่าง Z3M ออกมาในช่วงท้ายก่อนที่จะหมดสารบบของ Z3 จนมาถึงปี 2000 เราได้เห็นการเผยโฉมของ Z8 แต่ก็ถือว่าเป็นรถที่ผลิตออกมาจำนวนน้อยเพียงหลักพันคัน

 

BMW-Z3-M-Coupe

 

จะสังเกตว่า BMW Z ทั้ง 3 รุ่นที่กล่าวมา เป็นการออกมาแบบเจนเนอเรชั่นเดียวแล้วเลิก จะด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้ แต่ BMW ก็ไม่ได้หยุดที่จะพัฒนารถรูปแบบนี้ต่อไป จนในที่สุดก็เหมือนว่า BMW จะค้นพบแนวทางการสร้าง Roadster ที่ถูกใจคนหมู่มากทั่วโลก

 

BMW Z3 Roadster

 

โดยในปี 2002 เราได้เห็นการเปิดตัว BMW Z4 เจเนอเรชั่นแรกออกมาสู่สายตาชาวโลก ซึ่งในสายตาของผมตอนนั้นมองว่ามันเป็น Z ที่ลงตัวกว่าที่ผ่านๆ มาทั้งหมด โดย Z4 เจเนอเรชั่นแรกเป็นเวอร์ชั่น Roadster รหัสตัวถัง E85 (ไม่ใช่แก๊สโซฮอลนะครับ) หลังคาผ้าใบ รูปทรงร่วมสมัยขนาดกะทัดรัดน่าขับไม่ใช่เล่น ภายในเรียบๆ ไม่มีปุ่มสวิตช์อะไรมากมายเกะกะ แต่ที่ผมชอบมากกว่าคือเวอร์ชั่น Coupe ที่ตามออกมาภายหลังกับรหัสตัวถัง E86 รวมถึงมีตัวแรงอย่าง Z4M ที่มีแรงม้าเกือบ 350 ตัว ซึ่งถือว่าเยอะสำหรับรถไซส์นี้ในขณะนั้น

 

BMW Z4 E89

 

แต่สำหรับ Z4 เจนเนอเรชั่นแรกที่วิ่งอยู่ในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่จะเป็นเวอร์ชั่น Roadster เปิดประทุน จำนวน Z4 ป้ายแดงตอนนั้นมีให้เห็นบ้างนานๆ ครั้ง ค่าตัวรถใหม่ ณ ขณะนั้นผมจำตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้จริงๆ (ท่านใดทราบรบกวนแจ้งมาในคอมเมท์ได้เลยครับ) แต่ถือเป็นรถที่ใครขับก็หล่อ แหม...BMW เปิดประทุนใครก็อยากนั่งจริงมั้ยครับ ซึ่งในครั้งแรกที่เปิดตัวจะมากับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร 6 สูบแถวเรียง 231 แรงม้า ภายหลังจึงมีเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร 6 สูบแถวเรียง 190 แรงม้า เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 170 แรงม้า และเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ 150 แรงม้า ตามออกมา โดยระบบเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์แมนวล 5 สปีด แมนวล 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด

 

BMW Z4 Coupe

 

ส่วนเครื่องยนต์ของ BMW Z4 เจเนอเรชั่นแรกที่ผมเห็นวิ่งกันอยู่ในเมืองไทยตอนนั้นมีอยู่ 2 ตัวคือ เบนซิน 2.5 ลิตร และ 3.0 ลิตร โดยส่วนใหญ่จะเป็นเกียร์อัตโนมัติ เรื่องการขับแน่นอนว่าได้ฟิลลิ่งสนุกแบบรถสปอร์ต 2 ที่นั่งที่สำหรับผมมองว่ารถรุ่นนี้น่าจะได้เจ้าของที่เน้นสุนทรีย์มากกว่าจะไปขับเอาเป็นเอาตายขยี้คันเร่งบ้าพลัง และด้วยบุคลิกของ Roadster หน้ายาวท้ายสั้น ที่ ณ ขณะนั้นเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยยังไม่ได้พรั่งพรูเหมือนรถสมัยนี้ หากคุณห้าวหาญคึกคะนองกับมันเกินกว่าเหตุโดยปราศจากทักษะการขับที่ดีพอ อาการ Understeer หน้าแถหรือ Oversteer ท้ายกวาด อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ซึ่งมันนำไปสู่ความเสียหายและการบาดเจ็บ

 

BMW Z4 M Coupe เจเนอเรชั่น 1

 

ถามผมว่า BMW Z4 เจนเนอเรชั่นแรกขับเป็นอย่างไร ผมตอบสั้นๆง่ายๆ ว่าขับสนุก และหล่อมาก แต่จะเอาไว้ซัดกับเพื่อนหรือเอาลงไปขับในสนามแข่งแบบ Track Day มั้ย ผมบอกเลยว่าไม่ มันไม่ใช่รถแนวนั้น ให้เป็นตัว Z4 M เลยก็ตาม มันก็ยังเหมาะกับการขับทางยาวๆ ชิวๆ เน้นอัตราเร่งทันใจในทางตรงมากกว่า เวลาผ่านมาจนถึงวันนี้ BMW Z4 เจเนอชั่นแรกกับอายุอานามเกือบ 20 ปี มันยังคงเป็นรถที่มีเสน่ห์ เอาเป็นว่าขับตอนนี้ก็ยังหล่อ และผมเชื่อว่ามีหลายคนที่ตอน Z4 ตัวนี้ออกใหม่ๆ จัดไว้เป็นรถในฝันที่ตอนนั้นยังเอื้อมไม่ถึง แต่หากรถคันนี้มันยังฝังใจมาจนถึงทุกวันนี้ล่ะ การจะได้รถในฝันในอดีตมาครอบครองเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ผมว่าเป็นเรื่องน่าภูมิใจด้วยซ้ำ แล้วถ้าอยากได้ไว้ขับหล่อๆ สักคันตอนนี้ต้องมีเงินในมือเท่าไหร่?

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่นแรกในสถานะมือ 2 (หรืออาจจะเป็นมือ 3 หรือ มือ 4) ยังหาได้ไม่ยากนัก ส่วนสภาพก็แล้วแต่ว่าผ่านการใช้งานมาขนาดไหน เจ้าของเก่าแป็นอย่างไร แต่ส่วนใหญ่เลขกิโลเมตรที่วิ่งไปไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนคิด เพราะอย่างที่บอกว่ารถพวกนี้ไม่ใช่รถใช้งานทุกวัน ส่วนใหญ่เอาไว้ขับหล่อๆ วันหยุดมากกว่า ที่เห็นลงขายกันอยู่ตอนนี้โดยส่วนใหญ่เป็นรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ค่าตัวอยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้าน มีทอน

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 1 (E85)

 

ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ในเมืองไทยมีค่อนข้างน้อยบวกกับราคาตอนป้ายแดงสูงกว่าพอสมควร แต่กลายเป็นว่าค่าตัวตอนนี้บวกเพิ่มจากรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรไปไม่เท่าไหร่ อู่และอะไหล่หาได้ไม่ยาก เพราะกลุ่มคนเล่น BMW เมืองไทยมีอยู่ทุกหนแห่ง ส่วนเรื่องราคาหากว่าต้องซ่อมบำรุงก็ว่ากันไปแล้วแต่เคส แล้วแต่สิ่งที่ต้องทำ ค่าตัวประมาณนี้หากเป็นรถที่คุณใฝ่ฝันอยากได้มานาน และตอนนี้มีกำลังพอที่จะซื้อได้แล้ว ถ้าเจอสภาพดีๆ เอาไว้เลยครับ อย่าปล่อยผ่าน เพราะผมเชื่อว่าจากนี้ไปราคาจะไม่ลงไปกว่านี้ มีแต่จะเพิ่ม

 

Z4 เจนฯ แรก สำหรับผมมองว่ามันเป็น Rare Item หรือของหายากไปเรียบร้อยแล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่อินหรือมองว่าการครอบครองรถเก่าอายุ 20 ปีไม่ใช่ทาง และมีกำลังจับต้องรถที่ใหม่และแพงกว่าได้ และยังคงมีใจให้กับรถ Roadster ของ BMW ตัวเลือกของพวกเขาคงหนีไม่พ้น Z4 เจนฯ 2 กับรหัสตัวถัง E89 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปลายปี 2008 ซึ่งการปรากฏตัวของ Z4 เจนฯ 2 ในเมืองไทยเกิดขึ้นหลังจากนั้นประมาณครึ่งปีซึ่งก็ถือว่าเร็วมากกับการมาของรถโมเดลใหม่ โดยครั้งนี้แตกต่างจากเจนฯ แรกที่มีทั้งเวอร์ชั่น Roadster เปิดประทุนหลังคาผ้าใบและคูเป้

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 2 (E89)

 

สำหรับ BMW Z4 เจนฯ 2 นี้จะมีเวอร์ชั่นเดียวคือ เป็นแบบหลังคาแข็งพับได้ Retractable Hardtop หมายความว่าลูกค้าจะได้รถแบบ “ทูอินวัน” ก็คือพอปิดหลังคารูปทรงรถก็จะเป็นคูเป้ไปในบัดดล ในขณะที่วันไหนอารมณ์ดี (เพราะเมืองไทยคงหาวันอากาศดียาก) ก็เปิดหลังคาขับเก๋ๆ เป็นสปอร์ตเปิดประทุนดึงดูดสายตาคนได้ดีนักเชียว รูปร่างหน้าตาของ Z4 เจนฯ 2 นี้ดูทันสมัยกว่าเจนฯ แรกแบบคนละเรื่อง เข้าตากรรมการจนเป็นเจ้าของรางวัล International Design Excellence Award จาก IDSA ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เลยทีเดียว

 

นอกจากนี้ Z4 เจนฯ 2 นี้ยังเป็น Roadster รุ่นแรกของ BMW ที่เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนที่ใช้หลังคาแข็งพับได้อีกด้วย โดย BMW Thailand เริ่มทำตลาด Z4 เจนฯ 2 นี้ด้วยรุ่นย่อย 4 รุ่นคือ Z4 sDrive23i ราคา 4,599,000 บาท Z4 sDrive23i Highline ราคา 5,049,000 บาท Z4 sDrive35i ราคา 7,599,000 บาท และ Z4 sDrive35 iS ราคา 8,399,000 บาท และในช่วงท้ายโมเดลก็มี Z4 sDrive 20i เพิ่มขึ้นมาอีก 1 รุ่นส่งท้าย มาพร้อมกับเครื่องยนต์ระบบใหม่ และเกียร์อัตโนมัติรุ่นใหม่ขึ้น สเป็คคร่าวๆ ของ BMW Z4 เจนฯ 2 ที่มีขายอยู่ในประเทศไทยมีดังนี้ (ไล่ตามขนาดเครื่องยนต์)

 

- Z4 sDrive 20i เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Twin Power Turbo 4 สูบ 184 แรงม้าที่ 4,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตรที่ 1,250 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

 

- Z4 sDrive 23i เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ แถวเรียง 204 แรงม้าที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 2,750 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

 

- Z4 sDrive 35i เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบ แถวเรียง ทวินเทอร์โบ 306 แรงม้าที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,300 – 5,000 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ Double Clutch 7 สปีด

 

- Z4 sDrive 35iS เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบ แถวเรียง ทวินเทอร์โบ 340 แรงม้าที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,500 – 4,500 รอบ/นาที (500 นิวตันเมตรในฟังก์ชั่น Overboost) ซึ่งแม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นพื้นฐานเดียวกับ sDrive35i แต่ถูกปรับแต่งมาหลายอย่างทั้งระบบดูดอากาศ เพิ่มกำลังบูสต์ของเทอร์โบ ใช้ระบบจ่ายน้ำมันใหม่แบบ High Precision Injection และที่สำคัญมีระบบ Brake Energy Regenaration โดยเป็นเปลี่ยนพลังงานจากเบรกเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้กับระบบต่างๆ อัตราเร่งเร้าใจกับ 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 2 (E89) ภายในห้องโดยสาร

 

ภายในห้องโดยสารของ Z4 เจนฯ 2 นี้ก็ยังคงความเรียบง่าย ไม่ได้มีปุ่มสวิตช์อะไรมากมาย ดีไซน์บางส่วนมีอารมณ์ย้อนยุคหน่อยๆ ให้ฟิลลิ่ง Roadster ความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกและภายในระหว่างรุ่นย่อยมีไม่มากนัก แต่ถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ BMW ก็ดูออกไม่ยาก แต่ที่แน่ๆ มีที่เป็นตัวรถสีดำภายในเบาะสีแดงสด ร้อนแรงดีเหลือเกิน ส่วนสีตัวถังภายนอกถือว่าให้ทางเลือกมาค่อนข้างหลากหลาย แต่ที่เห็นจะโดดเด่นถูกใจสายอวดน่าจะเป็นสีเหลืองที่ทุกวันนี้วิ่งที่ไหนก็ยังเด่นที่นั่น

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 2 (E89)

 

BMW Z4 เจนฯ 2 โดยรวมถือเป็นรถสปอร์ต Roadster ขับเคลื่อนล้อหลัง หน้ายาว ท้ายสั้น ที่ขับง่าย เนื่องจากมีระบบช่วยเหลือมาให้ค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้าพูดถึงการบังคับควบคุม ในรุ่น sDrive 23i ทำได้ค่อนข้างดี เนื่องจากบาลานซ์น้ำหนักหน้า-หลังค่อนข้างสมดุลย์ด้วยการใช้เครื่องยนต์ขนาดไม่ใหญ่มากจึงทำให้น้ำหนักเครื่องด้านหน้าไม่มากจนเกินไป บวกกับการออกแบบของBMW ที่กำหนดตำแหน่งการวางเครื่องยนต์ที่ค่อนไปทางกลางรถ เพื่อให้น้ำหนักลงที่จุดศูนย์กลางตัวรถพอดี ส่วนความแรงของเครื่องยนต์ก็อยู่ในเกณฑ์ขับพอสนุก แต่จะหวังฟัดกับใครก็ต้องระวัง เพราะกำลัง 204 แรงม้ามันน้อยกว่าซีดาน 4 ประตูบางคันเสียอีก

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 2 (E89)

 

แต่อย่างที่บอกว่ารถสไตล์นี้มันเหมาะขับเอาหล่อมากกว่าเที่ยวเอาไปแข่งกับคนนั้นคนนี้ แต่หากไม่อยากเสียฟอร์มถ้าต้องวัดกับคู่แข่ง ทางเลือก 3.0 ลิตร 6 สูบก็มีอยู่ จะเอาระดับ 306 แรงม้า หรือให้สุดที่ 340 แรงม้าก็มีให้เลือก แต่...จากประสบการณ์ที่เคยขับ Z4 ตัว sDrive 35i และ sDrive 35iS มา ก่อนอื่นก็ต้องยอมรับว่าเป็นรถที่แรง อัตราเร่งแซงดีด้วยแรงบิดที่สูงในรอบต่ำ บวกกับเทอร์โบที่ติดบูสต์ค่อนข้างเร็ว อาการแล็คของเทอร์โบมีน้อย ขับทางไกลสบาย เพลินๆ เข็มความเร็วชี้ 200 กม./ชม. เอาง่ายๆ แต่ด้วยความที่เครื่องยนต์ค่อนข้างใหญ่น้ำหนักมาก การเข้าโค้งแคบๆ ด้วยความเร็วสูงจึงส่งผลให้รถมีอาการเลี้ยวไม่เข้าหรือ Understeer ค่อนข้างง่าย พูดง่ายๆ คือในเส้นทางคดเคี้ยวมันไม่กระฉับกระเฉงเท่าที่ควร ดังนั้นเรื่อง Handling อาจไม่ใช่จุดเด่นของรถคันนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งผมว่ารถคูเป้บางคันทำได้ดีกว่า อีกอย่างสำหรับ Z4 เจนฯ 2 นี้คือหลังคา แน่นอนว่าหลายคนชอบที่ว่ามันเป็นรถ “ทูอินวัน” หลังคาแข็งพับได้ แต่ด้วยกลไกของเจ้าหลังคาตัวนี้แหละครับ ผมก็ไม่ทราบว่าเกิดจากการออกแบบหรือวัสดุ หรืออย่างใด ที่มันส่งผลให้มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ ในบางครั้งขณะขับขี่

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 3 (G29)

 

คราวนี้มาดูกันว่าเจ้า Z4 เจนฯ 2 ที่เปิดตัวเริ่มต้นที่ 4 ล้านกลางๆ แล้วไปจบตัวท็อปที่ 8 ล้านกลาง ตอนนี้ถ้าอยากได้มือ 2 (3,4,…) คุณต้องมีเงินในกระเป๋ารอไว้เท่าไหร่ ตัว sDrive 20i และ sDrive 23i มือสองราคาจะไร่เรี่ยกัน เริ่มที่ประมาณ 1.4 ล้านบาทไปจนถึงประมาณ 1.7 ล้านบาท ขึ้นกับสภาพ ปีของรถ และการตั้งราคาของเจ้าของรถเอง ถามว่าทำไม sDrive 20i ที่มีเครื่องยนต์เล็กกว่าราคาพอๆกับ sDrive 23i? คำตอบง่ายๆ สั้นๆ เลยครับ sDrive 20i ปีใหม่กว่า รถสดกว่า เครื่องยนต์ใหม่กว่า ได้ระบบเกียร์รุ่นใหม่กว่า ส่วนถ้าเป็นตัว Z4 sDrive 35i ราคามือสองเริ่มต้นต้องมีให้เห็นเกือบ 4 ล้าน ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลเลยครับ แต่ถ้าเป็นผมจะเลือกตัว sDrive 20i จริงอยู่ว่าเครื่องมันแรงน้อยไปหน่อย แต่ถ้าผมจะซื้อ BMW Roadster สักคัน ผมคงไม่เน้นความแรงอะไรมาก เพราะมันคงไม่ใช่รถที่จะเอาไปขับแข่งกับใคร เน้นเอามาขับเปิดหลังคาเท่ห์ๆ จะชมวิวทะเลหรือภูเขากับใครก็ว่าไป ในราคาล้านกลางๆ ได้รถอายุน้อยๆ ใช้ได้ยาวๆ ไม่ดีกว่าเหรอครับ

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 3 (G29)

 

อย่างไรก็ตามถ้าคุณอยู่ในสภาวะเงินเหลือ มีรายรับเข้ามาต่อเนื่อง สถานการณ์ Covid-19 ทำอะไรคุณไม่ได้ BMW Z4 ป้ายแดงเจนฯ ล่าสุดไปเลยจบ Z4 รุ่นล่าสุดในปัจจุบันใช้รหัสตัวถัง G29 โดยทาง BMW Thailand นำเข้ามาจำหน่าย 2 รุ่นย่อยได้แก่ Z4 sDrive30i M Sport ราคา 3,999,000 บาท และ Z4 M40i ราคา 4,999,000 บาท โดยรุ่น sDrive30i จะมากับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ TwinPower Turbo (เทอร์โบตัวเดียวนะครับ ไม่ใช่ทวินเทอร์โบ) 258 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตรที่ 1,550 – 4,400 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนรุ่น M40i มากับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กว่า เป็นเบนซินขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบ TwinPower Turbo 340 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 4,500 รอบ/นาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลังเช่นกัน

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 3 (G29)

 

แน่นอนว่าความเป็นรถรุ่นใหม่ย่อมมีอะไรที่แตกต่าง และผมว่าว่ามันฉีกออกจากความเป็น Z4 ไปพอสมควรถ้าเทียบกับ 2 เจนฯ แรก เริ่มด้วยรูปร่างหน้าตาที่แต่ก่อนเน้นความโค้งมนของเส้นสาย แต่พอมารุ่นล่าสุดกับมีความเป็นเหลี่ยมสัน เน้นความบึกบึนมากขึ้น ส่วนตัวหลังคาพับได้ย้อนกลับไปใช้เป็นผ้าใบ ซึ่งโดยส่วนตัวผมว่าหลังคาผ้าใบนี่มันเท่ห์กว่าหลังคาแข็งเยอะ ดีไซน์ภายในปรับไปตามยุค ความเป็นอนาล็อคไม่มีเหลือ แทนที่ด้วยดิจิทัลลวดลายสีสันเว่อร์วังอลังการณ์ ฟังก์ชั่นมากมายล้นคัน ซึ่งโดยรวมแน่นอนว่าดีกว่ารุ่นก่อนๆ ในทุกด้าน ยิ่งเมื่อดูที่ราคาผมว่าคุ้มมาก ถ้าไม่ได้เน้นแรง เอาขับเก๋ๆ เท่ห์ๆ ตัว sDrive30i M Sport กับค่าตัว 4 ล้าน ถือว่าเพียงพอแล้วครับ กำลังของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ กับแรงม้า 258 ตัวจะไม่พอเชียวเหรอ แล้วจะแอบกระซิบว่าตอนนี้มีเศรษฐีขี้เบื่อเริ่มปล่อยตัว sDrive30i M Sport ออกมาเป็นมือสองแล้วนะครับ กับค่าตัว 3 ล้านต้นๆ แถม BSI ติดตัวมาด้วยอีกต่างหาก

 

BMW Z4 เจเนอเรชั่น 3 (G29) ภายในห้องโดยสาร

 

ผมเชื่อว่า BMW Z4 จะยังคงเป็นรถที่หลายคนอยากครอบครอง ไม่ว่าจะเจเนอเรชั่นไหนก็ตาม มันมีเสน่ห์ในตัวของมันเอง และก็เชื่อว่ามีหลายบ้านที่ตอนนี้มีเก็บไว้ทุกเจเนอเรชั่น มันเป็นรถที่เท่ห์ตลอดกาลไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ ขับไปไหนผมเชื่อว่าต้องมีคนมอง ซึ่งในเมืองไทยรถในกลุ่ม Roadster มีอยู่ไม่มากนัก เราจะคัดเลือก Roadster ค่ายอื่นที่น่าสนใจมานำเสนอในครั้งต่อๆไป ในลักษณะของ Rare Item!

 

Photo Credit : Wikipedia , Car Throttle , BMWblog