ตลาดรถยนต์เมืองไทยถ้าถามว่ากลุ่มไหนคึกคักสุด คงต้องยกให้กลุ่มรถกระบะ เพราะบ้านเรารถกลุ่มนี้เป็นตลาดใหญ่ มียอดขายสูงที่สุด บวกกับการแข่งกันพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ๆ ของแต่ละแบรนด์ที่บู๊กันอย่างเมามัน เรียกได้ว่าค่ายไหนอยู่นิ่งมีตายสนิท ซึ่งหลายปีก่อนหน้านี้ หากมองย้อนกลับไปตลาดกระบะบ้านเราจะแข่งขันกันสูงในตัวยกสูง ทั้งขับ 2 และขับ 4 ซึ่งใครจะไปคิดว่ากระบะในยุคนั้นจะราคาทะลุล้าน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป กระบะยกสูงไม่ใช่คำตอบของคนไทยในยุควิกฤตอีกแล้ว แต่กลับกลายเป็นกระบะตัวเตี้ยที่ทำยอดขายแซงตัวยกสูงไปเป็นที่เรียบร้อย โดยเจ้าตัวเตี้ยนี้ก็มีบางคนเอาไปสร้างเนื้อสร้างตัวทำมาหากิน หรือบางคนก็ผันเอาไปแต่งซิ่ง เพราะกระบะบ้านเราเครื่องแรงซะเหลือเกิน ซึ่งไม่ว่าจะเหตุผลไหนก็ตอบโจทย์ตรงใจคนซื้อด้วยกันทั้งนั้น จนทำให้ยอดขายโตวันโตคืน ทำให้บรรดาค่ายรถที่มีแบรนด์รถกระบะในมือหันมาให้ความสนใจกับรถกระบะกลุ่มนี้ และด้วยเหตุผลต่างๆ เหล่านี้ เราจึงได้สรุปรวบรวมเหล่ารถกระบะตัวเตี้ยของแต่ละค่าย ว่าค่ายไหนมีจุดเด่นตรงไหนบ้าง เผื่อเป็นแนวทางในการเลือกซื้อกระบะตัวเตี้ยในยุคนี้

 

 

 

ISUZU D-MAX X-SERIES

ในส่วนของเจ้าที่ประเดิมเปิดตลาดเจ้าแรกของกระบะตัวเตี้ย แต่งหล่อ ต้องยกให้กับขาใหญ่ในวงการกระบะเมืองไทยอย่างแบรนด์ Isuzu ที่จับทางตลาดได้ก่อนใคร เปิดตัวกระบะตัวเตี้ย แต่งหล่อด้วยรุ่น D-Max X-Series ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งครั้งนั้นได้พลิกโฉมกระบะเดิมๆ เอามาคาดสติ๊กเกอร์ ใส่ชุดแต่งเข้าไปอีกนิดหน่อย บวกกับตอนนั้นมีการแข่งขัน Isuzu One Make Race ที่จับเอากระบะ D-Max มาใส่ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน ตีโรลบาร์ แล้วเอามาวิ่งในเซอร์กิต รวมถึงสาย Drag ที่เหล่าบรรดาขาแรงก็จับเอา Isuzu D-Max มาโมดิฟายด์กันเต็มที่ วิ่งทำเวลาควอเตอร์ไมล์กันแบบที่หลายคนไม่เชื่อว่ารถกระบะจะวิ่งได้เร็วขนาดนี้ สร้างกระแสความนิยม ให้กับเหล่าวัยรุ่นกระบะสายแรงได้ไม่น้อย

 

 

และมาถึงในยุคนี้ D-MAX X-Series ก็ยังคงออกรุ่นใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดก็จะเป็นตัว D-MAX X-Series Speed ที่มีทั้งแบบ Spacecab และ Cab4 กับค่าตัว 723,000 บาท และ 814,000 บาท ตามลำดับ ภายนอกเน้นซิ่งดุดัน กระจังหน้าใช้สีดำแทนที่โครเมียมในรุ่นธรรมดา ใช้โลโก้ตัวอักษร ISUZU สีแดง เสริมสเกิร์ตรอบคัน กันชนหน้า-หลังดูสปอร์ตมากขึ้น

 

 

ภายในเอาใจสายซิ่งจัดโทนสีแดง-ดำ เปลี่ยนตัวอักษร ISUZU ที่พวงมาลัยเป็นสีแดง ถุงเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายแดง หน้าจอเครื่องเสียงเป็นแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto ตามสมัยนิยม ขุมพลังที่ Isuzu เลือกวางใน D-MAX X-Series Speed เป็นดีเซล คอมมอนเรล รหัส RZ4E-TC ขนาด 1.9 ลิตร เทอร์โบ VGS ให้กำลัง 150 แรงม้าที่ 3,600 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ถ้าถามว่าแรงมั้ย ผมใช้คำว่า แรงกำลังดีไม่ถึงกับแรงมาก เอาว่าพอขับสนุก

 

 

แต่หากจะเอารถเดิมไปฟัดกับเจ้าอื่นอาจจะเหนื่อยนิดนึง ส่วนระบบช่วยเหลือเรื่องความปลอดภัยก็มีมาให้เหมาะสม ทั้ง ABS , EBD (กระจายแรงเบรก) , BA (เสริมแรงเบรก) , BOS (ลดกำลังเครื่องยนต์เพื่อช่วยเบรก) , ESS (ไฟฉุกเฉินเมื่อเบรกกะทันหัน) ปิดท้ายด้วยกล้องมองหลัง ซึ่งก็คุ้มค่าคุ้มราคากับค่าตัว

 

 

 

TOYOTA HILUX REVO Z EDITION / GR SERIES

ในเมื่อ Isuzu เปิดตลาดมาขนาดนี้ มีหรือที่ค่ายยักษ์อย่าง Toyota จะนิ่งเฉย และทางค่ายเองก็มีรายการแข่งขัน Toyota One Make Race ที่มีรุ่น Hilux Revo อยู่แล้วด้วย เลยออกตัว Hilux Revo Z Edition ที่มีทั้งรูปแบบ Smart Cab และ Double Cab โดยตัวถังภายนอกปรับให้ดูบึกบึนขึ้นด้วยการใช้โป่งล้อหน้า-หลังแบบเดียวกับตัวยกสูง Prerunner และ 4X4 ขณะที่อย่างอื่นยังคงเดิม ด้านใช้เครื่องยนต์เลือกใช้บล็อคดีเซล คอมมอนเรล รหัส 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตร เทอร์โบ VN 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิด 343 นิวตันเมตร ที่ 1,400 – 2,800 รอบ/นาที แต่ถ้าเป็นในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ แรงบิดจะถูกขยับขึ้นไปเป็น 400 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบ/นาที

 

 

และเมื่อ Z Edition ได้รับความนิยม ทาง Toyota ไม่รอช้าให้เสียเวลา เปิดตัวเตี้ยหน้าหล่อของจริงลงสู้ศึกชิงความเหนือกว่าในกลุ่มนี้ด้วย Hilux Revo GR Sport (มีตัวยกสูงด้วย) แล้วทำตามการบ้านที่ทำมาอย่างดี โดยมีเฉพาะรุ่น 4 ประตูเท่านั้น โดยมากับค่าตัว 889,000 บาท ภายนอกปรับแต่งมาหล่อเหลาเอาการ ตัวถังยังคงใช้โป่งหน้า-หลังเหมือน Z Edition อุปกรณ์ภายนอกเน้นสีเดียวกับตัวรถ แทรกด้วยสีดำเงาในบางจุด และย้ำความเป็นเวอร์ชั่นสปอร์ตของค่ายด้วยโลโก้ GR ที่ปรากฏอยู่หลายตำแหน่ง เสาอากาศเปลี่ยนใช้ทรงครีบฉลาม กันชนหน้า-หลังทรงสปอร์ต พร้อมสเกิร์ตรอบคัน

 

 

ส่วนละเอียดปลีกย่อยไม่ละเว้นด้วยคาลิปเปอร์เบรกหน้าสีแดงพร้อมโลโก้ GR ล้อ-ยาง ปรับใช้ขนาดยอดฮิตวัยรุ่น ใช้ล้อขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/55 R17 ซึ่งถือว่าเป็นยางแก้มเตี้ยที่สุดในปิกอัพซิ่งกลุ่มนี้ แต่หากมองดูหลายคนจะบอกว่าล้อมันดูเล็กไปนิด บวกกับพอไปอยู่กับรถที่มีโป่งหน้า-หลังใหญ่แต่ยังใช้ออฟเซ็ตล้อเท่าเดิม มันเลยกลายเป็น “รถขาลีบ” ไปซะอย่างงั้น แต่ใครจะสน เพราะเจ้าของรถกลุ่มนี้ออกจากโชว์รูมวันแรกก็แวะเปลี่ยนล้อก่อนเข้าบ้านอยู่แล้วจริงมั้ยครับ ส่วนภายในจัดเต็ม เบาะทรงเดิมเพิ่มเติมความสปอร์ตด้วยหนัง Suede สีดำเจาะรู พร้อมขลิบแดง และเดินด้ายแดง มีโลโก้ GR ชัดเจนที่ตัวเบาะ มาตรวัดมีโลโก้ GR เด่นชัด ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แน่นอนว่ายุคนี้ต้องรองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมด้วย T-Connect

 

 

เรื่องสมรรถนะจัดว่าร้อนแรงสุดในกลุ่มตอนนี้เลยก็ว่าได้ ขุมพลังจัดเต็ม วางเครื่องตัวแรงรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร เทอร์โบ VN ให้พลังจากโรงงานถึง 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที ส่วนแรงบิดปาไปถึง 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-2,800 รอบ/นาที แต่ในขณะเดียวกันทาง Toyota ได้เพิ่มความสบายในการขับขี่มาให้ด้วยการมีแต่เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดเท่านั้น ไม่มีเกียร์ธรรมดานะครับ ไม่ใช่แค่ได้เครื่องแรงอย่างเดียว แต่ระบบช่วงล่างถูกปรับมาใหม่จัดการเซ็ตค่าทั้งสปริงหน้า และแหนบหลัง นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพการเกาะถนนแล้ว ยังทำให้รถเตี้ยลงอีก 23 มม. ซึ่งถือเป็นปิ๊กอัพซิ่งที่เตี้ยสุดในกลุ่มแล้ว ส่วนระบบความปลอดภัยมีให้เท่าที่จำเป็นคือ ABS , EBD และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ที่เหลือคือความรับผิดชอบของคนขับล้วนๆ รถปิ๊กอัพท้ายเบาหวิว 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร โอ้วพระเจ้า!

 

 

MITSUBISHI TRITON LIMITED EDITION

ด้านค่าย Mitsubishi ก็มีขุนศึกในกลุ่มนี้กับเขาเหมือนกันกับ Mitsubishi Triton Limited Edition ที่มาพร้อมสโลแกน “สุดแกร่ง แต่งเฟี้ยว ตัวเตี้ย หน้าดุ” โดยจะมีเพียงรูปแบบ Mega Cab เท่านั้น กับราคาที่ย่อมเยาว์กว่า 2 ค่ายแรกที่ 647,000 บาท โดย Triton Limited Edition จะมากับรูปลักษณ์ของการใช้สีดำเพิ่มความดุดันให้ภายนอกเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้ปรับชิ้นส่วนอะไรมากเหมือน 2 ค่ายแรก สีดำที่ว่าจะอยู่ที่ กระจังหน้า กระจกมองข้าง หลังคา มือจับประตู คิ้วซุ้มล้อ คิ้วฝาท้าย กันชนหลัง หรือแม้แต่ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้วที่ใช้ก็เป็นสีดำ มาพร้อมกับยางขนาด 225/65 R16

 

 

ภายในห้องโดยสารก็ยังคุมโทนสีดำ เพิ่มบางชิ้นที่เป็นสีดำเงา Piano Black หน้าจอเครื่องเสียงแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ขุมพลังของ Mitsubishi Triton Limited Edition ดูจะด้อยที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล รหัส 4D56 ขนาด 2.5 ลิตร เทอร์โบ ที่อยูในรถคันนี้มีกำลังเพียง 128 แรงม้าที่ 4,000 รอบ/นาที เท่านั้น ส่วนแรงบิดอยู่ที่ 240 นิวตันเมตรที่ 1,500 – 3,500 รอบ/นาที ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด จะหวังเอาไปหวดกับใครมีแค่ใจไม่น่าพอ ระบบความปลอดภัยมีมาให้ไม่แพ้ใคร ABS , EBD , BOS , ESS และถุงลมนิรภัยคู่หน้า เอาว่าถ้าชอบรูปร่างหน้าตาทรงเหลี่ยมมีมิติก็ต้องบอกว่าหล่อเหลาเอาการ พูดง่ายๆ คือ คันนี้เน้นหล่อไม่เน้นแรง

 

 

FORD RANGER XL STREET SPECIAL EDITION

มาที่ค่ายล่าสุดที่ลงมาเล่นตลาดในกลุ่มนี้ นั่นคือ Ford ซึ่งโดยส่วนตัวผมมองว่า Ford วางแผนมาดีมีขั้นตอน เหมือนไปแอบซุ่มทำการบ้านมา บวกกับ Ford ในต่างประเทศจะมีแผนกที่เกี่ยวกับมอเตอร์สปอร์ตโดยตรงอยู่ ถ้าให้เดาก็น่าจะเอาแนวความคิดเหล่านั้นมาใช้กับตลาดปิกอัพบ้านเรา โดยก่อนหน้านี้ปิกอัพ Ford ในเมืองไทยจะเน้นขายเป็นตัวยกสูง เน้นความแกร่งตามสโลแกนของเขาที่ว่า “Built Tough” ซึ่งเราเองก็ไม่ค่อยได้เห็น Ranger ตัวเตี้ยที่มาในสไตล์ซิ่งสักเท่าไร่ แต่วันดีคืนดี ช่วงกลางๆ ปี 2020 ฟอร์ด ประเทศไทย ก็ได้เปิดตัวทีมแข่ง Ford Thailand Racing (FTR) ประกาศลงแข่งในรายการ Thailand Super Series 2020 ด้วยรถกระบะ Ford Ranger เครื่องดีเซล 3.2 ลิตร ที่สำคัญขับโดยนักแข่งดีกรีระดับโลกที่ปกติแข่งอยู่ในรุ่นซูเปอร์คาร์ อย่าง แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค ซึ่งทำผลงานออกมาได้อย่างดีเยี่ยมได้ถึง 2 โพเดี้ยมในรุ่นการแข่งขัน Super Pick up

 

 

นอกเหนือจากความแรงของรถและฝีมือนักแข่งแล้ว อีกอย่างที่ทำให้คนสนใจรถแข่งคันนี้ก็คือ หน้าตาของมันที่หล่อกว่า Ranger ทั่วๆ ไป รวมถึงสีและลวดลายของตัวรถที่สวยโดดเด่นเข้าตา หลายคนที่ได้ชมการแข่งขัน เกิดคำถามขึ้นมากมายว่า รถทำที่ไหน ใส่ชุดแต่งอะไร จะหาซื้อชุดแต่งแบบนั้นได้จากที่ไหน ยังไม่ทันจะมีคำตอบ Ford ประเทศไทย ก็เปิดตัว Ranger รุ่นพิเศษออกมาเลยครับ ภายใต้ชื่อ Ford Ranger XL Street Special Edition หน้าตา ชุดแต่ง หรือแม้กระทั่งสีตัวถัง และลวดลายสติกเกอร์ ถอดแบบจากรถแข่งที่เพิ่งขึ้นโพเดี้ยมมาเลย! ยิ่งไปกว่านั้น Ford ยังเพิ่มความพิเศษให้รถคันนี้ด้วยจำนวนผลิตที่จำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น กับค่าตัว 682,000 บาท รูปร่างหน้าตาที่ว่าหล่อเหลาเข้าตาฝูงชนได้มาจากสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง กระจังหน้า ที่ทั้งหมดเป็นผลงานการออกแบบจาก Ford Design Australia เพิ่มลุคดุดันด้วยล้ออัลลอยสีดำขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 215/70 R16

 

 

ส่วนห้องโดยสารไม่ได้ไปแตะอะไรมาก ก็เหมือน Ranger XL ตัวเตี้ยรุ่นธรรมดาแทบทุกประการ ดูดีหน่อยด้วยหน้าจอเครื่องเสียงแบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อม “ของต้องมี” อย่าง Apple CarPlay และ Android Auto ส่วนเรื่องขุมพลังนั้น ใครที่คิดว่า Ford จะใจถึงยัดดีเซล 3.2 ลิตรอย่างในรถแข่งมา ไม่ใช่นะครับ ยังคงเป็นเครื่องยนต์ตัวเดียวกับที่อยู่ใน Ranger XL ตัวเตี้ย เป็นดีเซล คอมมอนเรล ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ VG 160 แรงม้าที่ 3,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตรที่ 1,600 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ก็ถือว่ามีกำลังพอเอาไปดัน X-Series หรือ Hilux Revo Z Edition ได้ แต่จะอาจหาญไปวัดกับ Hilux Revo GR Sport คงยาก

 

 

ถึงตรงนี้ หลายคนคงคิดว่า ปิกอัพเมืองไทยไม่ได้มีแค่ 4 ยี่ห้อนี่นา แล้วที่เหลืออย่าง Nissan , Mazda หรือน้องใหม่ MG อย่าง MG ล่ะ? ไม่ลงมาเล่นตลาดนี้กันเหรอ เรามาไล่เรียงกันไปตามยี่ห้อเลยละกันครับ

 

 

เริ่มที่กระบะ Nissan ที่แต่ไหนแต่ไรมาปิกอัพค่ายนี้ในประเทศไทย ดูไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะทางเรียบ ยิ่งมาช่วงหลังไปเน้นขายตัวยกสูงเป็นส่วนใหญ่ ตัวเตี้ยจะเน้นขายรุ่นที่เถ้าแก่เอาไปขนของจริงจัง ซึ่งจริงๆ แล้วรูปร่างหน้าตาของ Navara ตัวปัจจุบันก็ใช่ว่าจะขี้เหร่ เพียงแต่ “บริษัทเขาไม่ทำ” แต่หลังๆ มาก็เริ่มเห็นดีลเลอร์เอาไปแต่งขายเองก็เยอะ ซึ่งก็ดูสวยดี แล้วด้วยเครื่องยนต์กับเกียร์ของ Navara ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าค่ายอื่น ดังนั้นลูกค้าก็จะมีทางเลือก 2 ทางคือ ซื้อรถที่ดีลเลอร์แต่งให้ กับซื้อรถเดิมไปแต่งเอง จะมาหวังว่า Nissan ประเทศไทยจะออกตัวเตี้ยหน้าหล่อ อย่าไปรอเลยครับ เพราะโดยส่วนตัวคิดว่า ยังไงก็รอเก้อ

 

 

ต่อกันที่ Mazda ตอนนี้อย่าว่าแต่ตัวเตี้ยแต่งซิ่งเลย เอาแค่ BT-50 ใหม่ ที่ให้ค่ายกระบะเจ้าใหญ่อย่างอีซูซุผลิต เรายังแทบไม่เห็นวิ่งบนถนนเลยด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เค้าบอกว่ามันเป็นรถกระบะที่หน้าตาดูดีมีฐานะ ส่วนตัวเตี้ยก็ไม่เคยเห็นออกมาสื่อสารการตลาดแต่อย่างใด จะมีก็แค่ที่ดีลเลอร์เอามาแต่งโชว์ในงานมอเตอร์ โชว์ เท่านั้น เอาเป็นว่าสำหรับใครที่อยากซื้อกระบะ BT-50 ไปแต่งซิ่งคงต้องศึกษาหาข้อมูลกันเยอะหน่อย เพราะถือเป็นคนแรกๆ ที่ต้องเป็น Case Study ให้บรรดาอู่เอาไปศึกษา รวมถึงต้องใช้งบลงทุนเยอะหน่อย เพราะถือเป็นของแปลกในกลุ่มกระบะซิ่ง พูดมาถึงตรงนี้สำหรับใครที่อยากเห็น Mazda ส่ง BT-50 ลงมาสู้ในตลาดตัวเตี้ย แต่งหล่อ แต่ซิ่ง ก็คงเป็นเรื่องที่ “อิมพอสสิเบิ้ล” เพราะเค้าวาง Position สินค้าของเค้าไว้สูงเหลือเกิน

 

 

เรามาปิดท้ายกันที่แบรนด์น้องใหม่อย่าง MG ที่ส่ง Extender ลงเล่นตลาดปิกอัพเมืองไทย และกวาดยอดขายมากกว่าค่ายเก่าบางค่ายที่ทำตลาดกระบะมาก่อนหน้า ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะลงมาเล่นตลาดรถกลุ่มนี้ บวกกับส่วนตัวผมมองว่า หน้าตาของรถดูไม่ค่อยเหมาะกับแนวนี้สักเท่าไหร่ แต่ใครจะรู้ ว่าอนาคตเค้าจะคิดอย่างไร เพราะโปรดักส์ของ MG
ก็ไม่ธรรมดา กำลังทำตลาดกระบะแบบไปได้สวย หาก MG ฮึดขึ้นมาเปิดกระบะใหม่ ตัวเตี้ยแต่งหล่อๆ ขึ้นมาเลย สนุกล่ะครับงานนี้

 

สุดท้ายก็ต้องติดตามดูกันไปกับทิศทางตลาดรถปิกอัพกลุ่มนี้ว่าจะเป็นอย่างไร อีก 3 ค่ายจะมีค่ายไหนลงมาเล่นเพิ่มหรือไม่ เป็นคำถามที่เราจะมาติดตามคำตอบกันต่อไปครับ