ช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่ากระแสรถตัวแรงขนาดกลางจากค่ายญี่ปุ่นมาแรงจริงๆ ชนิดที่ว่าเปิดเฟสบุคมาก็เจอแต่ฟีดที่เกี่ยวกับรถ 2 รุ่นจาก 2 ค่ายที่บรรดาคนชอบรถหรือนักเล่นรถโพสต์หรือแชร์กันเกลื่อน เด็ดไปกว่านั้นคือ มีเสียงลือว่าบริษัทแม่ในประเทศไทยจะเอาเข้ามาขายเองเสียด้วย

 

 

Honda Civic Type R 

 

จุดนี้แหละที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นให้คนตื่นเต้นกัน เพราะที่ผ่านมาหากคุณต้องการรถญี่ปุ่นเพอฟอร์แมนซ์สูงๆ คุณมีทางเลือกแค่ผู้นำเข้าอิสระหรือเกรย์มาร์เก็ตเท่านั้น ผมกำลังพูดถึง Honda Civic Type R โมเดลล่าสุด รหัสตัวถัง FL5 กับตัวโหดจากอีกค่ายคือ Toyota GR Corolla ที่ถือว่าเป็นการทำตลาดอย่างต่อเนื่องของ Toyota หลังจากที่ส่งเจ้าตัวจิ๋วสุดจี๊ดอย่าง GR Yaris ซึ่งกลายเป็น “ของต้องมี” สำหรับนักเล่นรถในประเทศไทย ชนิดที่ว่าเปิดจองเท่าไหร่ก็หมด และก่อนหน้านี้ผมก็ไม่คิดหรอกว่า โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จะมีแผนเอา GR Corolla เข้ามาด้วย ซึ่งตอนนี้มีการยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

Toyota GR Corolla

 

คราวนี้ถามว่าทำไมกระแสของรถ 2 รุ่นที่กล่าวมามันแรงเหลือเกิน แน่นอนครับว่ารถแบบนี้ไม่ได้มีออกมาบ่อยๆ ผมไม่ได้หมายถึงแค่ในประเทศไทยนะครับ แต่หมายถึงทั่วโลก ก็เนื่องจากว่าโดยปกติค่ายรถญี่ปุ่นจะเน้นผลิตรถยนต์เพื่อการใช้งานทั่วไปเป็นหลัก นานๆ ครั้งจะมีรถประเภทนี้ออกมาที และมันก็ไม่ใช่รถสปอร์ตโดยตรง แล้วส่วนใหญ่จุดประสงค์ของการผลิตรถพวกนี้ก็คือเพื่อนำไปต่อยอดเพื่อใช้ในการแข่งขัน หรือไม่ก็ออกมาตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ชอบรถประเภทนี้จริงๆ ซึ่งจำนวนการผลิตก็จะไม่มากเท่าโมเดลในท้องตลาดทั่วไป รวมถึงค่าตัวก็กระโดดแซงรุ่นปกติในขนาดเดียวกันขึ้นไปถึง 3-4 เท่า ย้อนกลับมาที่รถ 2 รุ่นที่ผมยกให้เป็นพระเอกในครั้งนี้ว่ามันมีอะไร ทำไมคนถึงอยากได้? Type R กับ GR มันพิเศษล้ำเลิศขนาดไหน??

 

เริ่มจาก Honda Civic Type R รุ่นล่าสุดก่อน แน่นอนว่าคำว่า Type R สำหรับสาวก Honda ชื่อนี้มีความขลัง จนหลายคนขนานนามว่ามันเป็นลัทธิ เข้าไปแล้วออกยากหรือออกไม่ได้ ติดแล้วติดเลย มันเป็นกันถึงขนาดนั้น ก็ด้วยความที่ว่า Honda รุ่นไหนที่มี Type R ต่อท้าย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Civic , Integra , NSX มันมีความพิเศษมากกว่าคันพื้นฐานของรุ่นนั้นๆ ทั้งการปรุงแต่งรูปร่างหน้าตา แม้จะเพียงเล็กน้อยซึ่งจะมีแค่พาร์ทชิ้นเล็กๆ ล้อ และสี แต่จุดสำคัญคือเรื่องสมรรถนะทั้งความแรงของเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่าง ที่รถตัวพื้นฐานของรุ่นนั้นๆ เทียบไม่ติด แม้กระทั่งการประกอบตัวถังไม่ว่าจะเป็นจุดยึดต่างๆ หรือรอยเชื่อมก็ยังแตกต่าง

 

 

สำหรับ Honda Civic Type R ตัวล่าสุดนี้ใช้พื้นฐานจาก Civic Hatchback (ประเทศไทยไม่มีขาย) แต่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงในทุกส่วน ภายนอกยังคงหน้าตาคล้ายคลึงรุ่น Hatchback ทั่วไปไม่หวือหวาเว่อร์วังเหมือน Civic Type R โมเดลที่แล้ว (FK8) แต่ถ้ามองกันดีๆ ก็มีความต่างไม่น้อย ที่เห็นชัดๆ ก็คือ กระจังหน้าที่เปลี่ยนมาใช้แบบตาข่าย ฝากระโปรงหน้ามีช่องดักลมทรงแคบด้านบน กันชนหน้า สเกิร์ตข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลังทรงสูงวัสดุคาร์บอน

 

ภายในห้องโดยสาร

 

โดยทาง Honda คุยว่าเจ้าสปอยเลอร์อันนี้สร้างแรงกดได้สูงมาก และมีส่วนช่วยให้รถคันนี้มีบาลานซ์หน้าหลังที่สมบูรณ์แบบโดยเฉพาะเมื่อขับที่ความเร็วสูง ล้อใช้ขนาด 19 นิ้ว ท่อไอเสียออกตรงกลางสามท่อ มีโลโก้ Type R ที่กระจังหน้าและฝากระโปรงท้าย ส่วนโลโก้ Honda ก็เป็นพื้นสีแดงตามแบบฉบับ ภายใน Type R แน่นอนว่าต้องเป็นเบาะสีแดงผลิตโดย Recaro ตกแต่งภายในด้วย Alcantara หัวเกียร์อลูมิเนียม ส่วนที่เหลือก็เป็นเรื่องของอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งก็หนีไม่พ้นหน้าจอแสดงผลที่ปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ และจากรูปที่แอบเห็นมามี Wireless Charger มาให้อีกด้วย

 

เบาะสีแดง  Recaro 

 

ขุมพลังแน่นอนว่าต้องเป็น VTEC Turbo โดยยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พ่วงเทอร์โบเข้าไป ให้กำลังถึง 330 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 420 นิวตันเมตร ระบบไอเสียมีวาล์วเปิด-ปิดอัตโนมัติตามรอบเครื่องยนต์ ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเป็น Civic Type R ที่แรงที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ก็แหงสิครับ รุ่นใหม่มันจะไปแรงน้อยกว่ารุ่นเก่าได้ยังไง ส่วนตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะเร็วกว่า 4.9 วินาที แต่ที่สำคัญว่ากันว่าจะเป็น Civic Type R รุ่นสุดท้ายที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปล้วน เพราะต่อไปนี้ Type R รุ่นต่อๆ ไปจะต้องมีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาร่วมด้วยอย่างแน่นอน

 

เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบ

 

ระบบส่งกำลังมีแบบเดียวคือ ธรรมดา 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหน้า ติดตั้งลิมิตเต็ดสลิปมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน มีโหมดการขับให้เลือกทั้ง Comfort, Sport, R+ และ Individual ระบบเบรกใช้ของ Brembo ล่าสุดได้รับการยืนยันมาว่าเราจะได้เห็นตัวจริงของ Civic Type R รุ่นล่าสุดนี้ในบูธ Honda ที่งาน Motor Expo ที่จะถึงนี้ ส่วนจะเปิดให้จองเมื่อไหร่เรามาลุ่นกันอีกทีครับ เรื่องราคาแน่นอนว่าเรายังไม่รู้ แต่จากที่หลายคนรวมถึงผมด้วยคาดเดาว่าคงป้วนเปี้ยนอยู่แถว 3 ล้านปลายๆ ถึง 4 ล้านต้นๆ หลังจากรวมภาษีนำเข้ามาแล้ว บางคนที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจก็จะบอกว่า Civic อะไรคันละ 4 ล้าน แต่เชื่อผมว่าขอให้ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) เอามาขายเถอะ เท่าไหร่ก็หมด  

 

 

มาถึงคู่แข่งสำคัญที่ในช่วงที่ผ่านมาถูกนำมาจับคู่เปรียบเทียบและพูดถึงกันมากเหลือเกินนั่นก็คือ Toyota GR Corolla ด้วยความที่เป็นรถซึ่งถูกผลิตมาเพื่อจุดประสงค์หลักเพิ่มสมรรถนะและความแรง และที่สำคัญเพื่อใช้ในการแข่งขัน ใช้พื้นฐานตัวถังจาก Corolla Hatchback ที่ขายทั่วไป (ต่างประเทศ) แต่ถูกอัพเกรดในทุกส่วน ลักษณะเดียวกับ Type R ของ Honda คือ หน้าตาดูละม้ายคล้ายคลึงกับรุ่นทั่วไป แต่มันต่างกันตั้งแต่การประกอบ สิ้นส่วน จุดยึดต่างๆ หรือแม้กระทั่งจุดเชื่อมตัวถัง ภายนอกก็เพิ่มเติมด้วยชุดแอโรพาร์ทที่ช่วยในเรื่องแอโรไดนามิค เพิ่มความดุดันด้วยดีไซน์ช่องรับลมต่างๆ

 

Toyota GR Corolla 

 

ภายในห้องโดยสารยังเน้นความสะดวกสบายในการใช้งาน เพิ่มเติมความประชับด้วยเบาะสปอร์ต และหน้าจอแสดงผลที่เพิ่มเติมในส่วนข้อมูลเพอฟอร์แมนซ์เข้าไป นอกนั้นยังคงเลย์เอาท์เดิมของ Corolla Hatchback แต่ผมบอกเลยว่าทีเด็ดของคันนี้มันคือเรื่องของสมรรถนะ เครื่องยนต์ใช้เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร เทอร์โบ กำลังสูงสุด 304 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 370 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์แมนวล 6 สปีด ซึ่งจากตัวเลขแรงม้า และแรงบิดถือว่าเป็นรอง Civic Type R อยู่พอสมควร ส่วนตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ยังไม่ได้รับการยืนยันจากโรงงานแต่คาดว่าน่าจะเร็วกว่า 5.5 วินาที

 

เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมเทอร์โบ 

 

แต่ไฮไลท์อยู่ตรงที่ GR Corolla ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR-Four AWD โดยผู้ขับยังสามารถปรับโหมดเลือกการกระจายแรงบิดที่ล้อหน้า-หลังได้อีกต่างหาก โหมดการขับมีให้เลือก Normal, Sport และ Track ยังไม่นับรวมออปชั่น Performance Package ที่เพิ่มลิมิตเต็ดสลิปเข้าไปอีกด้วย ซึ่งเราก็จะได้เห็นตัวจริงของ GR Corolla ในบูธของ Toyota ที่งาน Motor Expo เร็วๆ นี้เช่นกัน ส่วนเรื่องราคานั้นก็เดาว่าน่าจะใกล้ๆกันกับ Civic Type R นั่นแหละครับ แต่แว่วมาว่าโควต้าที่ทาง โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้มาไม่เยอะ ดังนั้นใครที่อยากได้ต้องติดตามเลยว่าจะเปิดจองเมื่อไหร่ ไม่งั้นไม่ทันแน่ผมบอกเลย

 

ภายในห้องโดยสาร

 

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในขณะที่เราและอีกหลายคนกำลังเห่อกับซามูไรตัวแรงสองคันจากค่ายญี่ปุ่น แต่กับค่าตัวที่เราเดากันไว้มันก็สูงเอาเรื่อง พูดง่ายๆ คือถ้าไม่ได้ชอบหรือคลั่งไคล้จริงๆ คงยากที่จะเข้าใจได้ ซึ่งเรื่องที่เราให้ความสนใจและกำลังเห่อกับสองคันนี้มันเน้นไปในเรื่องของสมรรถนะโดยเฉพาะความแรง แต่…ถ้าคุณเป็นคนทั่วไปที่ไม่ใช่สาวก Type R อินจัดกับ GR หรือไม่ได้ชอบอะไรที่เป็น Rare Item ราคาตามที่เราคาดเดากันไว้มันได้รถยุโรปบางคันที่แรงกว่าด้วยซ้ำ! ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้มันน่าสนใจนะครับ เราลองมาดูกันดีกว่าว่ารถทางฝั่งค่ายยุโรปที่ขายกันอยู่ในประเทศไทยตอนนี้ มีคันไหนบ้างที่มีสมรรถนะเอาไปสู้กับ Civic Type R และ GR Corolla ได้อย่างสบายๆ และเผลอๆ ค่าตัวถูกกว่าด้วยซ้ำ โดยผมจะเลือกที่มีขนาดที่ใกล้เคียงสองคันนี้ครับ

 

 

คันแรกที่ผมนึกถึงคือ Volvo S60 Recharge AWD Plug-in Hybrid ช่วงหลังๆ มาต้องยอมรับว่า Volvo ปรับลุคภายนอกให้กับรถเจเนอเรชั่นใหม่ๆ ให้ดูวัยรุ่นมากขึ้นกว่าเดิมเยอะมาก ก่อนหน้านี้หลายคนอาจคิดเหมือนผมว่า Volvo เป็นรถที่มีสมรรถนะดีทั้งเครื่องยนต์ เกียร์ และช่วงล่าง แต่ติดตรงที่หน้าตารถมันไม่โดนใจวันรุ่นเท่าไหร่ แต่มายุคนี้หลังจากที่พัฒนาเรื่องดีไซน์ ผมว่า Volvo เป็นรถที่ดูหน้าตาสปอร์ตทันสมัยขึ้น คราวนี้มาดูว่าทำไมผมถึงนึกถึง Volvo S60 ขึ้นมาในขณะที่เรากำลังเห่อกับซูมูไรตัวแรงสองคันนั้น เริ่มแรกเลยก็คือ S60 มีขนาดไม่ใหญ่โตมากจนเป็นรถครอบครัวจนเกินไป โดยเฉพาะรูปร่างหน้าตาในเวอร์ชั่น R-Design ที่แทบไม่ต้องมาแต่งอะไรเพิ่มก็ดูดีอยู่แล้ว

 

Volvo S60 Recharge AWD Plug-in Hybrid 

 

แต่ประเด็นสำคัญคือพละกำลังของมันนี่แหละครับ เห็นดูเรียบร้อยขรึมๆ แบบนี้ มันมากับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร เทอร์โบ และด้วยความที่เป็นรถ Plug-in Hybrid จึงมีมอเตอร์ไฟฟ้าพ่วงมาด้วยอีก ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเครื่องยนต์ที่เปลี่ยนจากซูเปอร์ชาร์จมาเป็นเทอร์โบมีแรงม้าน้อยลง แต่มีการปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีแรงม้ามากขึ้น ส่งผลให้พละกำลังรวมของเครื่องยนต์เทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้าใน Volvo S60 Recharge คันนี้ขึ้นไปถึง 460 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดถึง 709 นิวตัวเมตร โคตรแรง! ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และทีเด็ดคือมากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โรงงานเคลมไว้ที่ 4.5 วินาที เอาเป็นว่าถ้าคุณอยู่หลังพวงมาลัยเจ้าคันนี้ก็ไม่ต้องกลัวใครบนถนนเลยล่ะครับ ค่าตัวของ Volvo S60 Recharge AWD Plug-in Hybrid R-Design อยู่ที่ 2,590,000 บาท ถ้าคุณเริ่มหวั่นไหว อย่าเพิ่งใจร้อน รอชมอัศวินยุโรปอีก 3 คันที่ผมนำมาเสนอครับ

 

ภายในห้องโดยสาร

 

คันต่อมาอาจหน้าตาดูเรียบร้อยเป็นรถเน้นบุคลิกหรูหราป่าป๊าหม่าม้าชอบ มันคือ Mercedes-Benz C350e AMG Dynamic โมเดลล่าสุดแล้วก็เป็นเวอร์ชั่น AMG ที่มาพร้อมลุคภายนอกและภายในที่สปอร์ตขึ้น สิ่งที่คุณจะได้นอกจากความภูมิฐานของรถคันนี้แล้วก็คือสมรรถนะความแรงที่เอาเรื่อง การมีตัว “e” ตามหลังรหัสรุ่นนั่นหมายความว่ารถคันนี้เป็น Plug-in Hybrid ซึ่งส่วนประกอบหลักก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มีกำลังรวมทั้งหมด 313 แรงม้า กับแรงบิดสูงสุด 550 นิวตัวเมตร ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-Tronic ขับเคลื่อนล้อหลัง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. โรงงานเคลมไว้ที่ 6.1 วินาที อาจจะช้ากว่า Volvo S60 อยู่พอสมควรด้วยแรงม้าและแรงบิดที่น้อยกว่า ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าถ้าไม่ได้ไปซีเรียสกับแรงม้าแรงบิดหรือ 0-100 อะไรมากนัก สมรรถนะระดับนี้มันก็ขับสนุกมากแล้วครับกับซีดานยุโรป 300 กว่าแรงม้า ส่วนค่าตัวของ Mercedes-Benz C350e AMG Dynamic อยู่ที่ 3,350,000 บาท

 

 Mercedes-Benz C350e AMG Dynamic

 

อัศวินยุโรปคันที่ 3 ผมให้เป็นรถที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดกับ Civic Type R และ GR Corolla มันคือ Audi S3 Sportback Quattro รถสไตล์ฮ็อตแฮทช์ที่ผมชอบมาก Audi S3 เป็นรถแฮทช์แบค 5 ประตูเน้นความกระทัดรัดปราดเปรียวว่องไว และด้วยความเป็น S3 ก็จะได้ลุคทั้งภายนอกภายในที่สปอร์ตดุดันกว่า A3 รวมถึงขุมพลังที่แรงกว่า และที่ผมบอกว่าสมน้ำสมเนื้อกับซามูไรสองคันนั้นก็เพราะว่า Audi S3 ยังคงใช้ขุมพลังที่เป็นเครื่องยนต์สันดาปล้วน ไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยแต่อย่างใด โดยใช้เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 290 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด S-Tronic เห็นตัวเลขแล้วอย่าเพิ่งรีบโวยวายนะครับว่าตัวเลขแรงม้ากับตัวเลขแรงบิดเท่านี้เอาไปเทียบกับคันอื่นๆ ที่พูดถึงมาได้ไง ผมอยากให้คุณดูตัวเลขอัตรเร่ง 0-100 กม./ชม. ว่าเจ้า S3 คันนี้ทำได้ภายใน 4.8 วินาที และที่สำคัญใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro อีกด้วย มันคือรถที่ครบเครื่องเรื่องฮ็อตแฮทช์จริงๆ ส่วนค่าตัวก็นับว่าเอาเรื่องเพราะถูกตั้งไว้ที่ 3,550,000 บาท

 

Audi S3 Sportback Quattro 

 

คันสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ อัศวินจากเยอรมนีที่แฝงความโหดดุไว้ภายใต้ตัวถังของ 3-Series ซึ่งก็คือ BMW M340i xDrive รถที่จัดว่าเป็น Sleeper car ของจริง ภายนอกถ้าไม่ใช่แฟน BMW หรือคนที่รู้จริงๆ ก็จะเข้าใจว่ามันก็ 3-series เรานี่แหละ ตกแต่งภายนอกให้ดูดุดันขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง แต่ความจริงมันไม่ใช่แค่นั้น เพราะหากมาเจาะรายละเอียดแล้วเราจะเข้าใจว่าทำไมค่าตัวมันถึงบวกจาก 320d ไปอีกล้านกว่าบาท ก็ด้วยความที่ M340i ถูกผลิตออกมาเพื่อลูกค้าที่ชอบลุคภายนอกดูเดิมๆ เหมือนรถซีดานทั่วไป แต่แฝงความร้อนแรงไว้ภายในตัวถังนั้น ชนิดที่ว่าถ้าใครไม่แน่จริงอย่ามาแหยม ซึ่งสิ่งที่ผมบอกว่าถูกซ่อนเอาไว้ก็คือ เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุดถึง 387 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 500 นิวตันเมตร โดยเป็นเครื่องยนต์สันดาปล้วนไม่มีมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยแต่อย่างใด ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด ซึ่งถ้าคุณเป็นแฟน BMW ก็จะรู้ว่าแรงม้ามันมากกว่า Z4 M40i เสียอีก และที่สำคัญใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive อีกต่างหาก อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. รับรองว่าถูกใจคนบ้าแรง G แน่นอน เพราะมันทำได้ 4.4 วินาที ซึ่งเร็วที่สุดในหมู่คณะที่เราคุยกันมาแล้วล่ะครับ

 

BMW M340i xDrive 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องราวทั้งหมดที่ว่ามานี้ผมเพียงแค่สะกิดขัดกระแสนิดหน่อยเท่านั้นเองครับ เอาเข้าจริงแล้ว Honda Civic Type R กับ Toyota GR Corolla จะได้ลูกค้าที่เป็นคนละกลุ่มกับรถยุโรป 4 คันที่ผมพูดถึง ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่รอควักเงินจองเจ้าซามูไรสองคันนั้น ก็อาจจะมีรถยุโรปที่พูดถึงอยู่ในโรงรถที่บ้านแล้วก็ได้ แต่ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือ ผมอยากบอกว่าสมรรถนะของรถยนต์รุ่นใหม่มันดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแบบคนละเรื่อง ให้เป็นรุ่นทั่วๆ ไปในท้องตลาดก็เถอะครับ ก็ด้วยเทคโนโลยีที่สูงขึ้นโดยเฉพาะการนำเอามอเตอร์ไฟฟ้ามาใช้ ซึ่งอีกไม่นานรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปล้วนก็จะค่อยๆ หมดไป ดังนั้นซามูไรญี่ปุ่นสองคันก็อาจจะเป็นรถแรงจากค่ายญี่ปุ่นรุ่นสุดท้ายที่ยังคงใช้เครื่องยนต์ล้วนๆ ถ้าคุณมีเงินพร้อมในกระเป๋าก็ตามข่าวการเปิดจองอย่างใกล้ชิดนะครับ ไม่งั้นผมบอกเลยว่าไม่ทัน ดูอย่าง GR Yaris เป็นตัวอย่าง เปิดจองแป๊บเดียวหมด และที่สำคัญตอนนี้ราคามือสองดีดขึ้นไปสูงกว่าราคามือหนึ่งเรื่อยๆ แล้วครับ ซึ่งผมมั่นใจว่าเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นกับ Civic Type R และ Corolla GR เช่นกัน ส่วนถ้าคุณไม่ได้ชอบของ Rare หรือไม่ใช่แฟนของ Type R หรือ GR แต่ชอบสมรรถนะขับขี่สนุก แรงม้าแรงบิดสูง ก็ลองหันมาดูตัวเลือกอัศวินยุโรป 4 คันที่ผมยกมาดูครับ รับรองว่าขับมันส์ไม่แพ้กัน   

 

 

Photo credit:      

https://www.piston.my/2022/07/21/new-honda-civic-type-r-uncovered-wvideo/

https://www.motor1.com/photo/6675789/20220601-03-07/ ,

https://carbuzz.com/cars/volvo/s60-recharge/photos-exterior

https://www.carsales.com.au/editorial/details/mercedes-benz-c-350e-2022-review-130654/ ,

https://www.audi-mediacenter.com/en/photos/detail/audi-s3-sportback-93099